เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารอบตัวเราที่ชื่อว่าไวฟาย (WiFi)

15 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

ที่มา : จากเว็บไซต์ http://www.cartoonaday.com/free-wifi-cartoon-cafe/

 

          WiFi หรือ Wi-Fi (น่าจะเขียนเป็นไทยว่า “ไวฟาย” ไม่น่าจะเขียนเป็น “ไวไฟ” เพราะจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นได้) เป็นการเชื่อมต่อสัญญาณเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเฉพาะถิ่นโดยไม่ใช้สายไฟฟ้า กล่าวคือ ใช้งานได้ในบริเวณไม่กว้างขวางนักและไม่ต้องเสียบปลั้กที่มีสายระโยงระยาง การนำพาสัญญาณจากคอมพิวเตอร์เป็นการกล้ำ (modulate) ไปกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง ปัจจุบันนี้ใช้ความถี่ในย่าน  2.4 GHz ที่มีความยาวคลื่นราว 12 เซนติเมตร เครือข่ายไวฟายถูกเรียกว่า WLAN (Wide Local Area Network) บางทีก็เรียกสั้นๆว่า WAN การสื่อสารในลักษณะนี้บางทีอาจต้องมีการเข้ารหัสและถอดรหัสเพื่อความปลอดภัยจากผู้รุกราน เป็นที่แพร่หลายว่า ไวฟายมักเป็นตัวนำพาสัญญาณอินเทอร์เนตมาด้วย แต่ก็ไม่เสมอไปหากคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายไม่ได้เปิดประตูไปสู่โลกของอินเทอร์เนต อุปกรณ์ที่กระจายสัญญาณไวฟายมีหลากหลาย เช่น แอคเซสพอยท์ (access point) เราท์เตอร์ (router)  ฮอทสปอต (hotspot) เป็นต้น อุปกรณ์เหล่านี้มีหน้าตาคล้ายคลึงกันทั้งนั้น กล่าวคือเป็นกล่องและมีสายอากาศเพื่อกระจายสัญญาณที่มีความยาวราว 7-14 นิ้วอยู่หนึ่งถึงสามต้น โทรศัพท์สมัยใหม่อาจทำหน้าที่เป็นฮอทสปอตได้ด้วยโดยกระจายสัญญาณอินเทอร์เนตที่รับมาจากเครือข่ายโทรศัพท์  การส่งสัญญานไวฟายและความเร็วในการรับส่งเป็นไปตามมาตรฐานของสถาบัน IEEE ของสหรัฐอเมริกา การส่งสัญญาณมีได้ 4 แบบ คือ 802.11a , b, c, หรือ n ในปัจจุบันอาจมีเพิ่มมากกว่านี้แล้ว

 

 

ภาพของเราท์เตอร์ไวฟาย (ที่มา: จากเว็บไซต์ http://www.bandwidthplace.com/wp/wp-content/uploads/2014/11/wifi_router.png)

 

          อย่างไรก็ตาม คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านความถี่ 2.4 GHz ถูกจัดให้เป็นคลื่นชนิดความยาวคลื่นสั้นในช่วงไมโครเวฟ ที่ใกล้เคียงกับคลื่นที่ใช้ในเตาอบไมโครเวฟที่มีความถี่ 2.45 GHz แม้ว่าความแรงของคลื่นไวฟายที่มีขนาดไม่เกินสองวัตต์ซึ่งไม่อาจเทียบกับคลื่นไมโครเวฟของเตาอบที่มีขนาด 700 – 1,100 วัตต์ แต่คลื่นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เมื่อร่างกายต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้บ่อยๆ หรือ นาน ๆ ทั้งนี้ขึ้นกับความเข้มหรือความแรงของคลื่นเหล่านี้ด้วย 

 

 

ภาพสาธิตให้เห็นว่ามีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มาจากสัญญาณไวฟายอยู่ทั่วไปภายในอาคาร

(ที่มา : จากเว็บไซต์ http://www.core77.com/posts/27373/shining-a-light-and-lots-of-color-on-previously-invisible-wi-fi-signals-27373)

 

          คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีอำนาจทะลุทะลวงเข้าสู่ร่างกายสิ่งมีชีวิตได้ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของร่างกาย และเวลาที่ได้รับคลื่น เนื่องจากร่างกายแต่ละส่วนประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ กัน จึงตอบสนองหรือรับคลื่นแต่ละความถี่ได้มากน้อยไม่เท่ากัน รับมากก็เป็นอันตรายมากตามไปด้วย พลังงานที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพามานั้นขึ้นกับสองปัจจัย คือ ความถี่และความเข้มของคลื่น พลังงานของคลื่นความถี่สูงจะมากกว่าคลื่นความถี่ต่ำ ส่วนความเข้มบอกถึงว่ามีคลื่นวิ่งมาจำนวนมากหรือน้อย เราไม่สามารถกล่าวได้ว่าคลื่นไวฟายที่มีความถี่ดังกล่าวมีความร้ายแรงต่อร่างกายมากกว่าความถี่ย่านอื่นจนกว่าจะมีการศึกษาให้แน่ชัดเป็นการเฉพาะไป แต่ที่ชัดเจนอยู่ก็คือ คลื่นที่มีความถี่สูงจะมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มากกว่าคลื่นที่มีความถี่ต่ำ สิ่งที่แน่ชัดก็คือ อาจทำให้ผิวหนังไหม้ เซลล์ตาย แม้ว่าจะโดนเพียงความเข้มน้อยนิดก็ตาม  จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า การรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ มีผลต่อ

  1. การนอนไม่หลับ หรือ การนอนหลับยาก ร่างกายมนุษย์ที่ใช้ไวฟายก่อนนอนจะมีอาการตื่นและเข้าสู่ภวังค์ได้ยากกว่า และยังพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของคลื่นสมองด้วย การนอนในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็อาจจะทำให้ร่างกายตื่นตัวเกินปรกติได้ด้วย
  2. พัฒนาการของเซลล์ร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ยังไม่เต็มวัย มีผู้ทำการทดลองไว้ ได้พบว่าไตของสัตว์ทดลองในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคลื่นไวฟายและคลื่นโทรศัพท์มีการเจริญเติบโตช้ากว่าปรกติ
  3. การเจริญเติบโตช้าของเซลล์ จากการทดลองยังได้พบว่าเซลล์พืชในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคลื่นไวฟาย จะมีการเจริญเติบโตยิ่งช้า เมื่ออยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดคลื่นไวฟายมากยิ่งขึ้น
  4. การที่สมองทำงานช้าลง ที่ประเทศเดนมาร์ก นักวิทยาศาสตร์พบว่า นักเรียนมัธยมที่ได้รับสัญญาณคลื่นไวฟายและคลื่นโทรศัพท์ 4G ไม่ค่อยมีสมาธิและทำงานช้าลง
  5. ผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าคลื่นไวฟายทำให้สเปิร์ม (sperm) ของมนุษย์เคลื่อนที่ช้าลง และยังมีผลต่อโครงสร้างของ DNA และการตั้งครรภ์ที่ผิดปรกติในสัตว์ทดลอง
  6. ก่อให้เกิดความเครียดต่อหัวใจ นักวิทยาศาสตร์พบว่าสัญญาณคลื่นไวฟายและคลื่นโทรศัพท์ 3G มีผลกระทบโดยตรงต่อการเต้นของหัวใจ

          เราอาจจะต้องกล่าวถึงคลื่นโทรศัพท์ 3G และ 4G เพียงเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความชัดเจน กล่าวคือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในกรณีของคลื่นโทรศัพท์  3G และ 4G ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ 4G ใช้แถบคลื่นกว้างกว่า 3G จึงสามารถพาข้อมูลไปได้มากกว่า แต่ก็ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่าน 800 MHz ถึง 2100 MHz เป็นตัวพาสัญญาณไปทั้งสองแบบ รายละเอียดของการกล้ำ (modulate) ก็แล้วแต่วิธีการทางเทคนิคที่ใช้ อย่างไรก็ตามความเข้มของทั้ง 3G และ 4G ไม่ได้ต่างกัน การทดลองที่ได้ทำไว้ในข้อ 4) และ 6) นั้น ได้ทำขึ้นขณะที่มีคลื่นโทรศัพท์ 3G หรือ 4G ใช้อยู่ในประเทศนั้นเท่านั้นเอง

          นอกจากนี้ ยังคาดว่า อาจมีผลกระทบต่อการเกิดเซลล์มะเร็งของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ที่อ่อนนุ่มของทรวงอกสตรี และมีความเสี่ยงต่อการมีเนื้องอกเพิ่มขึ้น แม้ผลกระทบของไวฟายยังไม่มีรายงานอย่างหนักแน่นในเรื่องต่าง ๆ ก็ตาม แต่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่ 2.4 GHz นี้ ก็ควรระวังอย่างยิ่งในการที่จะไม่รับคลื่นเหล่านี้เข้าร่างกายมากหรือนานเกินควร โดยการไม่ใช้อินเทอร์เนตนาน ๆ หรือไม่ใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อไวฟายต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

เอกสารอ้างอิง

http://www.globalhealingcenter.com/natural-health/10-shocking-facts-health-dangers-wifi/

 

นำเสนอโดย

ศาสตราจารย์ ดร. วิชิต ศรีตระกูล

ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

E-mail : Wichit.s@chula.ac.th

 

 

 

 

 

บทความย้อนหลัง

หน้ากากผ้า


ฟิสิกส์ของการผัดข้าวผัด


ภาวะโลกร้อน: มุมมองเชิงฟิสิกส์


สนามแม่เหล็กโลก – สลับขั้ว?


ไฟฟ้ากับแมลง


กราฟีน : วัสดุมหัศจรรย์ประโยชน์อนันต์


การกำจัดขยะด้วยพลาสมาร้อน


คาร์บอน-14


ดวงอาทิตย์กับกลศาสตร์ควอนตัม


กลศาสตร์ควอนตัมในชีวิตประจำวัน


การบำบัดรักษาด้วยลำอนุภาคโปรตอน (Proton Therapy)


เรื่องของหลอดไส้


เตาอบไมโครเวฟ


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารอบตัวเราที่ชื่อว่าไวฟาย (WiFi)


ประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์


ฟิล์มกันความร้อนติดรถยนต์


ฟิสิกส์ของรถจักรยาน


วิธีคลายร้อนให้เมือง


ทำไมคนเราถึงเดินแกว่งมือ


แอลอีดีความเข้มสูง (High Brightness LED)


บทความทั้งหมด