ฟิล์มกันความร้อนติดรถยนต์

20 มกราคม 2558

 

        ปัจจุบันนี้คล้ายกับว่าแสงแดดแผดจ้ากว่าสมัยก่อนมาก ถึงแม้ยังคงเป็นพระอาทิตย์ดวงเดิมก็ตาม รถยนต์ติดแอร์อย่างเดียวกลายเป็นไม่พอไปเสียแล้ว (รูปที่ 1) ต้องติดฟิล์มกันความร้อน หรือฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ (automotive window film) ด้วยโรงงานผลิตรถยนต์นั้นติดแอร์มาให้ แต่ไม่ได้ติดฟิล์มกันความร้อนให้ด้วย (ยกเว้นพวกรถหรูราคาแพงๆ) ครั้นจะเอาไปเคลือบด้วยสารพิเศษเหมือนกับกระจกของพวกตึกระฟ้า ที่เคลือบก่อนแล้วค่อยเอามาประกอบกับอาคารก็ทำไม่ได้ เพราะของรถยนต์นั้นกระจกติดตั้งมาตั้งแต่โรงงานแล้ว การถอดกระจกออกมาเพื่อเอาไปเคลือบเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเขาทำกัน ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการติดแผ่นฟิล์มกันความร้อนที่มีสารโพลีเอสเตอร์ (Polyester) เป็นองค์ประกอบหลัก (รูปที่ 2) โพลีเอสเตอร์เป็นสารพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เช่น มีความทนทานสูงต่อการฉีกขาด ทนทานต่อสารเคมีและไม่ยืดหรือหดง่ายๆ ถ้าทำเป็นแผ่นฟิล์มบางๆจะใส โปร่งแสงระดับเดียวกับกระจกใส เป็นต้น มีการนำมาประยุกต์ใช้ทำสิ่งของหลากหลาย ตั้งแต่เสื้อผ้ายันเรือยอช์ต (โพลีเอสเตอร์มีค่าดัชนีหักเห หรือ refractive index ประมาณ 1.6 – 1.7) ถึงแม้ฟิล์มกันความร้อนนี้จะไม่ได้มีราคาสูงจนน่าตกใจ แต่ก็มีราคาหลายพันบาทขึ้นไปจนถึงเรือนหมื่น การติดตั้งหรือแกะออกก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับความสบายและความปลอดภัยในการใช้รถด้วย ดังนั้นควรเลือกใช้ฟิล์มให้เหมาะสมเสียตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องมานั่งรำคาญใจ / เสียใจในภายหลัง

 

 

รูปที่ 1 อุณหภูมิภายในรถยนต์ที่จอดกลางแดดสามารถพุ่งขึ้นเป็น 131-171 oF หรือ 55-77 oC ได้ภายใน 15 นาทีเท่านั้น : http://www.parenthood.com/article/summer_car_safety.html#.VHWSA4uG9Z8

 

 

 

รูปที่ 2

 

        สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลมีกระจกอยู่รอบด้าน ช่องใหญ่สุดคือกระจกหน้า ซึ่งนอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ยังเป็นความจำเป็น เพื่อคนขับจะสามารถมองเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าเป็นมุมกว้างให้ได้มากที่สุด แต่ก็เป็นช่องนี้อีกเหมือนกันที่นำความร้อนเสริมจากแสงอาทิตย์ (solar heat gain) เข้ามาเพิ่มเติมในห้องโดยสารมากที่สุดนอกเหนือจากความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวคนขับ / ผู้โดยสารและเครื่องยนต์ เพราะแสงอาทิตย์นั้นเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic wave) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพาพลังงานไปด้วยทุกที่ ตามสมการที่ 1

 

S = EB / μ0                                           (1)

 

เมื่อ S คือ พลังงานที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านำพาผ่านพื้นที่ 1 ตารางเมตร ใน 1 วินาที [มีหน่วยเป็น J / (m2.s)] E และ B คือความเข้มสนามไฟฟ้า (หน่วยคือ N/C ) และสนามแม่เหล็ก [หน่วยคือ (N.s)/(C.m)] ตามลำดับ และ μ0 เป็นค่าคงที่เรียกว่าค่า permeability ของสุญญากาศ ซึ่งเท่ากับ 1.2566 x 10-6 N/A2

 

        เมื่อแสงอาทิตย์วิ่งมาพบกับกระจกใส เช่นสมมุติว่าหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร จะเกิดการสะท้อนที่ผิวหน้าของกระจกคิดเป็นเพียง 6 % ของพลังงานแสงอาทิตย์ เกิดการดูดกลืนในเนื้อกระจกคิดเป็น 5 % พลังงานแสงอาทิตย์ที่เหลืออีก 89 % จะทะลุผ่านไป ดังนั้นตัวการสำคัญที่ทำให้ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดร้อนขึ้นมากก็คือพลังงานส่วนที่ทะลุกระจกมาได้นี่เอง ในสภาวะที่ปิดกระจกทุกด้าน ภายในรถยนต์ก็เหมือนกับภายในเรือนกระจก (greenhouse) หรือภายในเตาอบพลังแสงอาทิตย์ (solar cooker) นั่นเอง

 

        ในแสงอาทิตย์มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลายความถี่ (หรือหลายความยาวคลื่น) ปะปนอยู่ด้วยกัน เรียกสั้นๆ ว่าสเปคตรัมแสงอาทิตย์ (solar spectrum) หลักๆ แล้วแบ่งออกเป็น 3 ย่าน (รูปที่ 3) คือ ย่านแสงเหนือม่วง (ultraviolet radiation หรือ UV) มีความยาวคลื่นระหว่าง 300 – 400 นาโนเมตรมีส่วนในพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็น 5 % ถัดมาเป็นย่านคลื่นแสงที่ตาเห็น (visible light หรือ VL) มีความยาวคลื่นระหว่าง 400 – 700 นาโนเมตรมีส่วนในพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็น 43 % และย่านแสงใต้แดงย่านใกล้ (near-infrared radiationหรือ NIR) มีความยาวคลื่นระหว่าง 700 – 2,500 นาโนเมตร มีส่วนในพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็น 52 % ตอนที่พระอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะพอดี พลังงานแสงอาทิตย์ภายในพื้นที่ 1 ตารางเมตรบนผิวโลกมีค่าใกล้เคียงกับ 1 กิโลวัตต์โดยเป็นพลังงานที่อยู่ในย่าน NIR ถึง 527 วัตต์ (หรือ 527 จูลส์ ต่อ 1 วินาที) เป็นของย่าน VL445 วัตต์ (หรือ 445 จูลส์ ต่อ 1 วินาที) และมาจากย่าน UV เพียง 32 วัตต์ (หรือ 32 จูลส์ ต่อ 1 วินาที) [1]

 

 

รูปที่ 3 สเปคตรัมแสงอาทิตย์ที่แสดงเปรียบเทียบสัดส่วนพลังงานในแสงอาทิตย์ที่ผิวโลก ที่มีต้นตอมาจากแสง UV (สีม่วง) แสง VL (สีเขียว) และแสง NIR (สีแดง) : http://www.greenbuildermedia.com/news/blog/news/color-will-come-to-cool

 

        คนที่อยู่ในประเทศเขตร้อนอย่างเมืองไทย อาจอยากลดความเข้มของแสง VL ลงบ้างเช่นเวลาขับรถในตอนกลางวันแดดเปรี้ยงๆ แต่ไม่ได้ต้องการกำจัดเสียทั้งหมด เพราะจำเป็นต้องใช้ในการมองเห็น แต่แสง UV กับแสง NIR เราอยากกำจัดให้เหลือน้อยที่สุดเพราะถึงแม้จะมีคุณ แต่ก็ก่อปัญหาให้กับเราไม่น้อย เช่น แสง UV ทำให้ผิวคล้ำ (tanning) ผิวเกรียม (sunburn) ทำให้เป็นฝ้าแดด ผิวแก่ก่อนวัย ก่อเกิดโรคต้อหรือมะเร็งผิวหนัง ทำให้เสื้อผ้าสีซีดจาง ทำให้พลาสติกเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร ฯลฯ แสง UV ในแสงอาทิตย์ที่มาถึงผิวโลกได้นั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ UVA (ความยาวคลื่นระหว่าง 320 – 400 นาโนเมตร) และ UVB (ความยาวคลื่นระหว่าง 300 – 320 นาโนเมตร) แต่แสง UV กำจัดไม่ค่อยยากเท่าไร เช่น ถ้าจะไปนอนอาบแดดที่ชายทะเล ก็สามารถป้องกันตัวเองจากแสง UV ทั้งสองชนิดได้โดยการทาครีมกันแดดที่เหมาะสม (รูปที่ 4) ส่วนกระจกนิรภัย เช่น กระจกรถยนต์ที่เป็นกระจกลามิเนต (laminated glass) [คือทำจากการเอากระจก soda-lime glass สองแผ่นมาประกบกัน โดยแทรกตรงกลางด้วยกาวพลาสติกใสจำพวก polyvinyl butyral (PVB) แล้วทำให้ประสานเป็นชิ้นเดียวกันด้วยความร้อนและแรงอัดสูง เพื่อที่ว่าตอนแตกเพราะอุบัติเหตุจะแตกเป็นเศษเล็กๆเหมือนเม็ดข้าวโพด ไม่ได้แตกแบบมีเศษแหลมคมเหมือนกระจกธรรมดาทั่วไป] โดยเฉพาะที่ใช้ทำกระจกหน้ารถยนต์ก็สามารถป้องกันแสง UV ได้ดี กระจกที่ปล่อยให้แสง UV ทั้งสองชนิดผ่านไปได้คือแก้วควอตซ์ (quartz, SiO2) แต่ soda-lime glass เป็นซิลิกา (SiO2) เพียง 70-74 % โดยมีสารเคมีอีกหลายตัวที่อาจเรียกว่ามลทิน (impurity) ผสมอยู่ด้วย เช่นพวกออกไซด์ของแคลเซียม แมกนีเซียม อลูมิเนียมและโซเดียมคาร์บอเนต (สัดส่วนผสมจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต) และพวกมลทินเหล่านี้เองที่ทำหน้าที่กำจัด UVB ได้อย่างชงัด แต่ถึงแม้แสง UVA จะสามารถทะลุผ่าน soda-lime glass ได้ ก็จะถูกดูดกลืนไว้เกือบหมดโดยกาว PVB ที่แทรกอยู่ตรงกลาง [2]  สรุปว่าถ้ากระจกรถยนต์ทุกด้านเป็นกระจกลามิเนต คนขับ / ผู้โดยสารก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายต่อสุขภาพจากแสง UV ทั้งสองชนิด เพราะลำพังแต่กระจกลามิเนตก็ป้องกันได้ดีอยู่แล้ว ดังที่กล่าวมา

 

 

รูปที่ 4 ครีมกันแดด (sunblock หรือ sunscreen lotion) ป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้เพราะเป็นสารเคมีที่ผสมด้วยสารอนินทรีย์จำพวก zinc oxide หรือ titanium dioxide ทำหน้าที่สะท้อนรังสี UV ได้ดี และสารอินทรีย์จำพวก avobenzone หรือ oxybenzoneที่ทำหน้าที่ดูดกลืนแสง UV ไว้ ส่งผลให้พันธะทางเคมีของสารถูกทำลายซึ่งด้วยกระบวนการนี้พลังงานของแสง UV จะเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานความร้อนแทนซึ่งไม่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพดังที่กล่าวมา : http://blog.villa4uflorida.com/the-best-and-worst-sunscreens-this-beach-season/kid-sunscreen-summer

 

        ส่วนแสงใต้แดง (infrared radiation หรือ IR) นั้นทะลุกระจกลามิเนตได้ หลายสำนักทางวิชาการแบ่งแสง IR ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ แสง NIR ที่มีความยาวคลื่นในช่วง 700 – 2,500 นาโนเมตร ดังกล่าวแล้วก่อนหน้านี้และกลุ่มแสง IR ย่านไกล (far-infrared radiationหรือ FIR) ที่มีความยาวคลื่นในช่วง 2,500 – 50,000 นาโนเมตรถ้าพิจารณาจากสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดที่ปล่อยแสง FIR ก็คือร่างกายของคนเรานั่นเอง (รูปที่ 5) ส่วนสิ่งของที่ปล่อยแสง NIR ก็เช่น remote control ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันสำหรับการควบคุม หรือเปิด / ปิดโทรทัศน์ รถยนต์ เครื่องเสียง ฯลฯ โดยใช้หลอด LED เป็นต้นกำเนิดแสง NIR ที่มีความยาวคลื่น 940 นาโนเมตรแสง FIR ไม่มีส่วนใน “solar heat gain” โดยตรง แต่มีบทบาทในเรื่องของการสูญเสียความร้อน (heat loss) เสียมากกว่าเพราะเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบกระจกหน้าของรถยนต์ แสง VL และแสง NIR ในแสงอาทิตย์จะทะลุเข้าไปในรถยนต์เป็นจำนวนมาก ดังได้กล่าวแล้วในย่อหน้าที่สามแต่โดยที่วัตถุทั้งหลายภายในรถมักทำด้วยวัสดุที่ไม่สะท้อนแสง พลังงานของแสงทั้งสองจึงถูกวัสดุต่างๆ รวมทั้งอากาศภายในรถดูดกลืนไว้ ทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่เมื่อวัตถุทั้งหลายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ในที่สุดจะแผ่รังสีความร้อนออกมา ซึ่งจะออกมาในรูปของแสง FIR ที่สามารถนำพาความร้อนหนีหายจากบริเวณนั้นได้ เช่น ทะลุกระจกกลับออกไป แต่แสง FIR มีความยาวคลื่นมากกว่าแสง NIR และ VL จึงมีอำนาจทะลุผ่านกระจกน้อยกว่าแสง NIR และแสง VLโดยสรุป heat loss จึงมีน้อยกว่า heat gain ภายในห้องโดยสารจึงร้อนขึ้นๆ ดังนั้นการกางแผงบังแสง (ที่มีลักษณะเป็นเงาวาวเหมือนผิวโลหะขัดมัน) ปิดตรงกระจกหน้า ถึงแม้แผงบังแสงจะอยู่ด้านใน และไม่อาจแนบสนิทกับกระจกได้ แต่ยังสามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในรถได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า แสง VL และแสง NIR ที่ทะลุกระจกหน้าเข้ามา จะชนกับผิวที่เป็นเงาวาวของแผ่นบังแสง ซึ่งจะเกิดการสะท้อนมากกว่าการดูดกลืน แต่เนื่องจากการสะท้อนไม่ทำให้ความยาวคลื่นเปลี่ยนไป แสงสะท้อนของแสง VL และแสง NIR จึงสามารถทะลุกระจกกลับออกไปภายนอกได้เป็นส่วนใหญ่ แต่วิธีการง่ายๆ ราคาไม่แพงนี้ก็ใช้ได้กับรถที่จอดอยู่เท่านั้น

 

 

รูปที่ 5 ภาพถ่ายภายใต้แสง IR ของเด็กยืนถือลูกบอลเย็นในมือซ้าย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าร่างกายของมนุษย์ที่มีอุณหภูมิ 37 oC แผ่คลื่น FIR ออกมาตลอดเวลาโดยมีความยาวคลื่นประมาณ 10,000 นาโนเมตร :  http://www.school-for-champions.com/science/infrared.htm#.VH-w5zGG9Z8

 

        ดังนั้นถ้าไม่ต้องการให้ภายในรถที่กำลังขับท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ ร้อนขึ้นๆ จนเหมือนเตาอบ หรือไม่ต้องการให้คอมเพรสเซอร์ของแอร์รถยนต์ทำงานหนัก เพราะจะไปโหลดเครื่องยนต์ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน ก็ต้องป้องกันแสง NIR ไม่ให้ทะลุเข้าไปในรถได้มาก ในสมัยก่อนใช้ฟิล์มกรองแสงแบบธรรมดา (รูปที่ 6) แต่พอใช้ฟิล์มนี้ที่มีสีเข้มๆ ทั้งคันเพื่อจะได้กรองแสงอาทิตย์ลงมากๆ ก็จะกลายเป็นมีผลเสียต่อทัศนะวิสัย โดยเฉพาะเมื่อตอนใช้รถในยามกลางคืน เพราะแสง VL พลอยถูกกรองให้มีความเข้มลดลงตามไปด้วย แต่พอใช้ฟิล์มที่มีสีอ่อนๆ ทัศนะวิสัยดีขึ้น ก็ไม่สามารถป้องกันแสง NIR ได้ดีพอภายในรถก็จะร้อน ทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือต้องใช้กระบวนการสะท้อนแสง (reflection) เข้าเสริมคือให้ฟิล์มเลือกสะท้อนแสง NIR ในแสงอาทิตย์ออกไปให้ได้มากที่สุด โดยปล่อยให้แสง VL ทะลุกระจกเข้าไปได้องค์ความรู้จากวิชาฟิสิกส์และเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถทำให้เกิดสิ่งนี้ได้

 

 

รูปที่ 6 ส่วนประกอบของฟิล์มกรองแสงรุ่นแรกๆ ที่ใช้วิธีปรับความเข้ม-จางของแผ่นฟิล์มโดยการผสมสีในเนื้อของชั้นโพลีเอสเตอร์ (dyed polyester film) ที่อยู่ตรงกลางระหว่างชั้นของกาว (mounting adhesive) กับชั้น Acrylic ที่ทำหน้าที่เป็นชั้นเคลือบแข็งเพื่อป้องกันการเกิดรอยขูดขีด (scratch resistance hardcoat) เช่น ตอนเช็ดถูทำความสะอาด การกรองแสงเกิดจากกระบวนการดูดกลืน (absorption) แสงโดยเม็ดสี (dye) นั่นเอง แต่นานเข้าสีของฟิล์มซีดจางลงได้ ฟิล์มแบบนี้มีความสามารถในการสกัดความร้อนต่ำที่สุด จึงมีราคาย่อมเยากว่าแบบอื่นๆ คือมีราคา (รวมการติดตั้ง) ประมาณ 5,000 – 6,000 บาท ต่อรถหนึ่งคัน : http://www.tintcenter.com/articles/bt_types.html

 

        วิธีการหนึ่งที่ใช้กับฟิล์มติดรถยนต์ที่มีขายในท้องตลาดเมืองไทยก็คือการเคลือบผิวของชั้นโพลีเอสเตอร์ (ตามรูปที่ 6) ด้วยละอองโลหะ ฟิล์มแบบนี้จึงเรียกกันว่า “metalized film” โลหะที่เหมาะสมก็เช่น โลหะเงินทองคำ และอินเดียมออกไซด์โดยจะเคลือบเป็นชั้นๆ สลับกับชั้นฉนวน (multiple layer structure) ที่ต้องควบคุมขนาดของอนุภาคในละอองให้ดีเพราะยิ่งอนุภาคมีขนาดเล็ก อำนาจการสะท้อนยิ่งมีสูง [3]  พร้อมทั้งควบคุมความหนาในระดับนาโนเมตรของแต่ละชั้นอย่างแม่นยำที่ต้องสอดคล้องกับความยาวคลื่นของแสงที่เลือกจะสะท้อน (คือแสง UV และ NIR) และเลือกที่จะปล่อยให้ทะลุผ่านไปได้ (คือแสง VL) โดยต้องไม่ทำให้เห็นเป็นเหมือนกระจกเงา (mirror-like) กระบวนการเคลือบใช้เทคนิคที่เรียกว่า Sputtering ซึ่งเป็นกระบวนการทางฟิสิกส์ที่นิยมใช้ในการสร้างฟิล์มบาง (thin film) ระดับนาโนเมตร ดังนั้นบางทีก็เรียกฟิล์มแบบนี้ว่า “sputtered film” ด้วยกระบวนการที่ซับซ้อน ดังที่กล่าวมาบางบริษัทผู้ผลิตจึงโฆษณาว่าเครื่อง Magneton Sputtering ที่ตัวใช้ ซึ่งต้องมีด้วยกันหลายเครื่อง มีราคาสูงถึงเครื่องละ 800 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อวัสดุที่ใช้มีราคาแพงและระบบเครื่องมือที่ใช้ก็มีต้นทุนที่สูง ฟิล์มแบบนี้จึงย่อมต้องมีราคาสูงตามไปด้วย แต่ก็มีบางผลิตภัณฑ์ที่ใช้พวกโลหะอลูมิเนียม หรือนิเกิลแทน และใช้เทคนิคการเคลือบที่มีต้นทุนต่ำกว่า ฟิล์มกลุ่มนี้จึงมีราคาย่อมเยากว่า แต่ก็ย่อมต้องมีข้อด้อยกว่า เช่น มีความเป็นเหมือนกระจกเงาสูงกว่า

 

(ก)

 

(ข)

 

รูปที่ 7 แสดงปัญหาอย่างน้อยสองประการของฟิล์มที่มีลักษณะmirror-like สูง (ก) ปัญหาที่พบเห็นตอนกลางวันคือเกิดภาพสะท้อนที่รบกวนการใช้กระจกเงาส่องหลังด้านข้างฝั่งคนขับ ยิ่งแสงแดดจ้ามาก ยิ่งรบกวนมาก และ (ข) ปัญหาตอนกลางคืนเมื่อมองผ่านกระจกหลังคือจะเห็นดวงไฟของรถที่วิ่งตามอยู่ข้างหลังเหมือนกระจายออกในแนวดิ่ง ซึ่งเกิดจากการที่แสงสะท้อนกลับส่องไปถูกเส้นสลายฝ้าที่เป็นเส้นนอนหลายเส้นขนานกัน

 

        ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์มาแล้วกับฟิล์มทั้งสองแบบที่มีราคาต่างกันเป็นเท่าตัว พบว่าข้อดีของการเสียเงินน้อยกว่าต้องเอาไปแลกกับคุณภาพในการมองเห็นที่ด้อยกว่า และความน่ารำคาญอย่างน้อยสองประการดังแสดงตัวอย่างใน รูปที่ 7 ถ้าท่านผู้อ่านจะติดฟิล์มกันความร้อนให้รถยนต์คราวหน้า ตัดสินใจเลือกให้ดีนะครับ พลาดแล้ว เสียทั้งอารมณ์ – เงิน – เวลา หวังว่าข้อมูลที่ให้ไว้ข้างบนคงมีประโยชน์กับท่านบ้าง ไม่มากก็น้อย

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Sunlight, Institute of Agriculture, The University of Tennessee : https://ag.tennessee.edu/solar/Pages/What%20Is%20Solar%20Energy/Sunlight.aspx
  2. C. Tuchinda, S. Srivannaboon and H. W. Lim,”Photoprotection by Window Glass, Automobile Glass and Sunglasses” : https://www.guardian.com/cs/groups/climaguard/documents/native/gi_004941.pdf
  3. V. Fang, J. Futter, J. Kennedy and J. Manning, “A Review of Near Infrared Reflectance Properties of Metal Oxide Nanostructures”, GNS Science Report 2013/39, July 2013, 26 pages : http://www.gns.cri.nz/static/pubs/2013/SR%202013-039.pdf

บทความย้อนหลัง

หน้ากากผ้า


ฟิสิกส์ของการผัดข้าวผัด


ภาวะโลกร้อน: มุมมองเชิงฟิสิกส์


สนามแม่เหล็กโลก – สลับขั้ว?


ไฟฟ้ากับแมลง


กราฟีน : วัสดุมหัศจรรย์ประโยชน์อนันต์


การกำจัดขยะด้วยพลาสมาร้อน


คาร์บอน-14


ดวงอาทิตย์กับกลศาสตร์ควอนตัม


กลศาสตร์ควอนตัมในชีวิตประจำวัน


การบำบัดรักษาด้วยลำอนุภาคโปรตอน (Proton Therapy)


เรื่องของหลอดไส้


เตาอบไมโครเวฟ


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารอบตัวเราที่ชื่อว่าไวฟาย (WiFi)


ประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์


ฟิล์มกันความร้อนติดรถยนต์


ฟิสิกส์ของรถจักรยาน


วิธีคลายร้อนให้เมือง


ทำไมคนเราถึงเดินแกว่งมือ


แอลอีดีความเข้มสูง (High Brightness LED)


บทความทั้งหมด