รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP

15 กุมภาพันธ์ 2559

 

             เมื่อตอนที่ผู้เขียนและเพื่อนๆยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ในชั่วโมงวิชาภาษาอังกฤษ หนังสือที่ต้องใช้ในการเรียนเล่มหนึ่งมีชื่อว่า Seven Inventors (เขียนโดย Harry McNicol ครูผู้สอนคือคุณครูจินดา กอน ท่านล้ำหน้าเหนือกาลเวลาเอามากๆ  เล่มที่สองยิ่งแล้วใหญ่เพราะเป็นวรรณกรรมเรื่อง Great Expectations ของ Charles Dickens ตอนนั้นหนังสือคู่มืออะไรก็ยังไม่มี  พวกเราบ่นกันอุบ แต่ตอนนี้พวกศิษย์ตาสว่างแล้วครับว่าภาษาอังกฤษสำคัญอย่างไร ต้องกราบขอบพระคุณครูจินดาเป็นอย่างสูงยิ่ง พวกเราภูมิใจทุกครั้งที่นึกขึ้นมาว่าเคยเป็นศิษย์ของครู  ขออภัยที่นอกเรื่องไปหน่อย) ก็เป็นเรื่องราวของนักประดิษฐ์ 7 คน คือ ริชาร์ด อาร์คไรท์ (คิดค้นเครื่องทอผ้าและพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม), โจไซอาห์ เว็จวูด(คิดค้นและพัฒนาอุตสาหกรรมภาชนะกระเบื้องเคลือบในยุโรป), ชาลส์ กู๊ดเยียร์(คิดค้นกระบวนการ vulcanization ของยางธรรมชาติ), สองพี่น้องตระกูลไรท์(ประดิษฐ์เครื่องบินที่สามารถบินได้จริง),โทมัส อัลวา เอดิสัน(ประดิษฐ์หลอดไฟ)และ กูลเยลโม มาร์โกนี (ประดิษฐ์เครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข) ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ก็คือตอนนั้นเมื่อประมาณ 40-45 ปีมาแล้ว เรารู้จักแต่คำว่า invention และ inventor ว่าหมายถึง“สิ่งประดิษฐ์ / การประดิษฐ์” และ “นักประดิษฐ์” ตามลำดับ และเข้าใจว่า “สิ่งประดิษฐ์” นั้นหมายถึง สิ่งของหรือกระบวนการที่มนุษย์คิดทำขึ้นมาเป็นครั้งแรก (โดยอาจไม่ได้ตั้งธงจริงๆจังๆไว้ก่อนว่าจะมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายหรือไม่) 

             แต่สำหรับคำว่า innovation ที่ปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะยอมรับกันแล้วว่าให้แทนด้วยคำว่า “นวัตกรรม” ซึ่งเพิ่งจะมาได้ยินกันเป็นเรื่องเป็นราวก็เมื่อประมาณ 10-15 ปี หลังนี้เองนั้นหมายถึงอะไร  เมื่อลองค้นดูก็พบว่ามีการให้ความหมายกันหลากหลายค่อนข้างซับซ้อนอยู่  ถ้าจะลงลึกเรื่องนี้กันจริงๆจังๆก็น่าจะเป็นเรื่องยาวทีเดียว ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้  ดังนั้นจึงจะขอเพียงยกผลสรุปมาใช้เพื่อต่อไปจะได้ไม่สับสนกันระหว่าง 2 คำนี้ (เหมือนที่พบใน Dictionary บางเล่ม)  นั่นคือขอเลือกใช้ความหมายของ “นวัตกรรม (innovation)” ว่าคือการนำผลิตภัณฑ์และ/หรือวิธีการและ/หรือการบริการที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่ โดยมุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่มีผลกระทบเชิงสร้างสรรค์ต่อสังคมและ/หรือเศรษฐกิจ

 

 

 

สตีฟ  จ๊อบส์กับเครื่อง iPod ของบริษัท Apple (ที่มา : จากเว็บไซต์  http://www.cultofmac.com/124565/an-illustrated-history-of-the-ipod-and-its-massive-impact-ipod-10th-anniversary/)

 

 

             ยกตัวอย่างเช่น iPodของบริษัทApple เป็นนวัตกรรมที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลงขนานใหญ่  แต่สิ่งต่างๆที่ iPod ทำได้นั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก  แท้จริงนั้นมีคนอื่นเคยทำมาก่อนแล้ว กล่าวคือ การที่เป็นเครื่องเล่นเพลงที่พกพาติดตัวไปได้ทุกแห่ง เปิดฟังได้ทุกที่และทุกเวลา การที่มีเพลงเป็นพันๆเพลงที่สามารถให้บริการคนเป็นล้านได้อย่างทันใจ และ การที่เป็นซอฟแวร์ที่สามารถเล่นเพลง จัดเก็บไฟล์เพลง หรือสั่งซื้อเพลงทั้งเก่าและใหม่ ฯลฯ นั้น ล้วนเคยมีมาก่อนแล้วในเครื่องWalkman ของ บริษัท Sony ในเครื่องเล่น MP3 ของหลายบริษัทและ iTunes นั้นก็เกิดขึ้นทีหลัง Napster, Groksterหรือ Kazaa นั่นคือสตีฟ จ๊อบส์และทีมงาน ไม่ได้ประดิษฐ์ (invent) อะไรขึ้นมาใหม่ แต่สตีฟ จ๊อบส์เป็นนักนวัตกรรม (innovator) ที่มองเห็นมูลค่าของการรวมคุณสมบัติเด่นทั้ง 3 ประการที่กล่าวมา เอาไว้ในนวัตกรรมiPod เครื่องเดียวที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ในรูปลักษณ์ทันสมัย และมีการใช้งานที่มีศักยภาพแต่เป็นมิตรกับผู้ใช้

 

 

บริษัทโซนี่ผลิตเครื่อง Walkman ออกวางตลาดก่อน iPodของ Apple ถึงประมาณ 2 ทศวรรษ (ที่มา : จากเว็บไซต์ https://www.pinterest.com/pin/465559680204332016/)

 

 

             ในปัจจุบันดูเหมือนกับคำว่า“สิ่งประดิษฐ์” จะมีความสำคัญลดน้อยลง เพราะคนมักจะพูดถึงแต่คำว่า “นวัตกรรม”เหตุผลประการหนึ่งก็น่าจะเป็นว่าในปัจจุบันนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์(globalization)  ข้อมูลข่าวสารเชื่อมโยงและถ่ายเทกันรวดเร็วมาก เกิดมีการแข่งขันสูง ในส่วนของภาครัฐ เช่นสำนักงบประมาณก็ดี สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ดี มองที่ผลลัพธ์ของการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ที่สามารถเห็นผลเร็วส่วนentrepreneur ทั้งหลายและวงการอุตสาหกรรมนั้นก็แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องการผลิตภัณฑ์ที่ทำเงินได้มากในเวลาที่สั้นที่สุด ทั้งสองภาคส่วนที่กล่าวมาจึงย่อมสนใจ“นวัตกรรม” มากกว่า “สิ่งประดิษฐ์”เพราะ “สิ่งประดิษฐ์”นั้นอาจทำเงินหรือไม่ทำเงินก็ได้ นักประดิษฐ์อย่าง โธมัส อัลวา เอดิสัน ที่เรารู้จักกันดี สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมามากมายหลายชิ้น (ที่จดสิทธิบัตรไว้มีถึง 1,093 ชิ้น)  หลายชิ้นมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ต่อๆมา เช่น หลอดไฟ เครื่องบันทึกเสียง หรือ กล้องถ่ายภาพยนตร์ แต่บางชิ้นก็ไร้อนาคต เช่น ปากกาไฟฟ้า และ เครื่องบดและแยกแร่ เป็นต้น  นอกจากนี้ การจะประดิษฐ์ของใหม่นั้นมักต้องใช้เวลายาวนาน ดังเช่นศาสตราจารย์ อิซามุ อากาซากิ (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2014) และคณะที่มหาวิทยาลัยนาโกย่าประเทศญี่ปุ่น ต้องใช้เวลาในการวิจัยประมาณ  20-30 ปี กว่าจะพัฒนา LED สีน้ำเงินได้สำเร็จ ซึ่งส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่มีอนาคตสดใสมากหลายชิ้น หนึ่งในนั้นก็คือ หลอดไฟ LED ที่กำลังเติบโตทางธุรกิจอย่างมโหฬาร (สำหรับผู้ประกอบการไทยแค่2-3 ปี ก็ว่านานเกินไปแล้ว)

             แต่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว“สิ่งประดิษฐ์ หรือการประดิษฐ์” ก็ยังคงมีคุณค่าอยู่อย่างที่เคยเป็นมา เพราะถ้าไม่มี“สิ่งประดิษฐ์”ใหม่ๆเกิดขึ้นมาก็จะไม่เกิดมี “นวัตกรรม”รูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้นมาด้วย ดังเช่นที่ ถ้าโลกยังไม่มีสิ่งประดิษฐ์อย่างเช่นไมโครโปรเซสเซอร์(microprocessor) เกิดขึ้นมา ต่อจากสิ่งประดิษฐ์ที่ชื่อว่า ทรานซิสเตอร์และไอซี (IC หรือIntegrated Circuit) โลกใบนี้ก็จะยังคงไม่มีนวัตกรรมอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ PC และ Smart Phone เกิดขึ้น  คงยังต้องใช้นวัตกรรมเก่าๆเช่น คอมพิวเตอร์ main frame และโทรศัพท์บ้านกันอยู่เหมือนเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว

             นวัตกรรมนั้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) กับ นวัตกรรมกระบวนการหรือการดำเนินงาน (Process Innovation) นวัตกรรมแต่ละประเภทถูกรังสรรค์ขึ้นได้จากหลายฐานความรู้ เช่นนวัตกรรมจีวรกันยุงสมุนไพรไทยปลอดสารเคมี ของบริษัทคัฟเวอร์แนนท์จำกัด ก็ใช้ฐานความรู้จากวิชาเคมีและเภสัชวิทยา หรืออย่างนวัตกรรมเรื่องสนามเด็กเล่นแนวใหม่ที่จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความระแวดระวังมากขึ้น ของชาวนอร์เวย์ 2 คน คือ Leif Kennairและ Ellen Sandseter  ก็ใช้ฐานความรู้จากวิชาจิตวิทยา เป็นต้น แต่สำหรับเวทีนี้ จะจำกัดวงนำประเด็นที่น่าสนใจเฉพาะของนวัตกรรมฐานฟิสิกส์ (physics-based innovation) มาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารด้านการพัฒนานวัตกรรมในยุคสมัยของเราและในอนาคตในแง่มุมอื่นๆบ้าง  เพื่อเป็นข้อมูลและเกณฑ์มาตรฐาน (benchmark) สำหรับการที่จะคิดช่วยกันผลักดันนวัตกรรมของไทยให้ก้าวหน้าอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนกว่าปัจจุบันนี้  โดยจะขอประเดิมด้วยเรื่องราวที่มีต้นตอมาจากประเทศที่เป็นจ้าวทางด้านฟิสิกส์และเทคโนโลยีประเทศหนึ่งของโลก  นั่นคือเรื่องของรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ สถาบันฟิสิกส์ (Institute of Physics หรือ IOP) ของประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งทุกปีจะทำการคัดเลือกให้บริษัทต่างๆในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ที่สร้างนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจให้ได้รับการสดุดี ในปีที่ผ่านมา IOP ได้มอบรางวัลดังกล่าวให้กับ 5 บริษัท ดังต่อไปนี้

 

  1. บริษัท Hallmarq Veterinary Imaging Ltd.

             สำหรับการพัฒนาเครื่องสแกน MRI (Magnetic Resonance Imaging)และซอฟแวร์ที่ใช้งานร่วมเพื่อแก้ไขความคลาดเคลื่อนจากผลของการขยับเขยื้อน สำหรับใช้ถ่ายภาพกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน(soft tissue) ของขาช่วงล่างของม้า ขณะที่กำลังยืนและยังมีสติอยู่ (การวางยาสลบม้า เสี่ยงต่อการทำให้ม้าเสียชีวิต)ระบบแรกและระบบเดียวของโลก

             การใช้กระบวนการทางสัตวแพทย์แบบดั้งเดิมในการตรวจวินิจฉัยความเจ็บปวดของขาม้ารวมถึงกีบม้าเช่น รังสีเอกซ์หรืออุลตร้าซาวด์มีขีดจำกัด ภาพถ่าย MRI ช่วยขยายศักยภาพของการตรวจรักษาได้เพิ่มขึ้น แต่เครื่องสแกน MRI แบบมาตรฐานที่ใช้กับคน คือที่มีรูปทรงวงแหวน ไม่สะดวกที่จะนำมาใช้กับม้า เครื่องสแกนที่บริษัทฯพัฒนาขึ้นนี้ได้ปฏิวัติการตรวจวินิจฉัยความเจ็บปวดและความพิการในสัตว์ประเภทม้าเพราะมีอัตราประสบความสำเร็จในการวินิจฉัยสูงถึง 90 % อีกทั้งยังทำให้เกิดความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น นับถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2015 ได้มีการนำระบบนี้ไปใช้งานแล้ว78ชุด ใน 22 ประเทศ และมีม้ามากกว่า 50,000 ตัวแล้วที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องสแกนMRI นี้

 

 

เครื่องสแกน MRI ขาม้า (ที่มา : จากเว็บไซต์http://queensawardsmagazine.com/business-winner/hallmarq-veterinary-imaging-ltd/hallmarq-veterinary-imaging-ltd/)

 

 

          2. บริษัท M Squared Lasers Ltd.

             สำหรับการคิดค้นพัฒนาเครื่อง SolsTiSซึ่งเป็นชุดเครื่องมืออัตโนมัติเต็มรูปแบบขนาดกะทัดรัดที่ผลิตแสงเลเซอร์แบบต่อเนื่องจากผลึกไทเทเนียม-แซฟไฟร์ (Ti : Al2O3 lasers)ที่มีกำลังสูงและสามารถปรับเปลี่ยนช่วงความยาวคลื่นได้กว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยสามารถควบคุมเครื่องผ่านทางอีเทอร์เน็ต (Eternet)ได้อีกด้วย ชุดเครื่องมือนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้มีแหล่งกำเนิดแสงที่มีความบริสุทธิ์สูงไว้ใช้ในงานวิจัยทางด้านการลดอุณหภูมิของอะตอม (cold atom) หรือการกักขังอะตอม (atom trapping) ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ไม่มีแหล่งกำเนิดแสงที่บริสุทธิ์อย่างที่ต้องการ ถึงแม้จะเป็นแสงเลเซอร์ แต่ก็ยังคงมีความกว้างแถบความยาวคลื่นที่ไม่แคบพอและยังมี noise ไม่ต่ำพอสำหรับใช้กับการศึกษาวิจัยระบบควอนตัมอันซับซ้อน  ปัจจุบันนักวิจัยชั้นนำทั่วโลกกำลังใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างสำคัญ (breakthrough technology) นี้ในการค้นคว้าวิจัยทางด้านสเปกโทรสโกปีอำนาจการจำแนกสูง,ทัศนศาสตร์เชิงอะตอมควอนตัม (quantum atom optics),นาฬิกาอะตอม (atomic clock), การเคลื่อนย้ายมวลสาร (teleportation), และ ปฏิสสาร (antimatter) เป็นต้น

             บริษัท M Squared Lasers Ltd. ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 ปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 150 รายทั่วโลก มีรายได้จากการขายสินค้านี้สูงกว่า 14 ล้านปอนด์ และสร้างงานแบบเต็มเวลามากกว่า 50 ตำแหน่งในสก๊อตแลนด์

 


 

เครื่อง SolsTiS (ที่มา : จากเว็บไซต์ https://www.linkedin.com/company/m-squared-lasers)

 

 

       3. บริษัท Metrasens Ltd.

             สำหรับการพัฒนาเครื่อง Ferromagnetic Detection System (FMDS) ซึ่งป็นระบบตรวจวัดที่สามารถตรวจจับการกระเพื่อมแม้เพียงเล็กน้อยของสนามแม่เหล็กโดยรอบ ที่มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีสมบัติเฟร์โรแมกเนติก (คือวัตถุที่ทำมาจากเหล็ก)

             ภายใต้สนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูง เช่นจากเครื่องสแกน MRI วัตถุเฟร์โรแมกเนติกชิ้นเล็กๆ เช่นกรรไก ที่ถูกนำเข้าไปใกล้บริเวณนั้นโดยความบังเอิญ อาจกลายเป็นกรรไกบินที่ทำอันตรายคนได้ หรือ อุปกรณ์ที่ฝังอยู่ในตัวคนไข้เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือ เครื่องกระตุ้นสมอง อาจเกิดการทำงานผิดพลาดหรือล้มเหลวได้ ด้วยความไวที่สูงมากของเครื่อง FMDS ทำให้สามารถตรวจพบสิ่งเหล่านี้ได้ก่อนที่จะเข้าสู่บริเวณที่มีความเข้มสนามแม่เหล็กสูง ซึ่งเป็นการช่วยสร้างความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องสแกน MRI

             นอกจากนี้ยังได้มีการนำเครื่อง FMDSไปใช้ในการป้องกันการลักลอบนำวัตถุต้องห้ามเช่นอาวุธหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าไปในคุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเนื่องจากมีขนาดกะทัดรัดจึงสะดวกที่จะนำไปติดตั้งตามจุดต่างๆในคุก ดีกว่าวิธีการเดิมๆที่ใช้เครื่องตรวจจับโลหะหรือเครื่องเอกซเรย์

             บริษัท Metrasensได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการสร้างตลาดในด้านระบบรักษาความปลอดภัยในการใช้งานเครื่อง MRI และในด้านระบบป้องกันภายในคุก ด้วยเหตุนี้ผลประกอบการของปริษัทจึงเติบโตอย่างเข้มแข็งตลอดมานับตั้งแต่เปิดบริษัทเมื่อปี 2005

 

 

 

เครื่อง FMDS (ที่มา : จากเว็บไซต์http://www.wardray-premise.com/mr/safety/ferroguard.html)

 

 

         4. บริษัท Silixa Ltd.

             สำหรับการพัฒนาเครื่อง Intelligent Distributed Acoustic Sensor (iDAS) ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างภาพของคลื่นไหวสะเทือน(seismic imaging)ที่ใช้หลักการเปลี่ยนเส้นใยนำแสง (optical fiber) ขนาดมาตรฐานเส้นหนึ่งให้กลายเป็นสายของไมโครโฟนที่มีความแม่นยำสูง เส้นใยนำแสงมักถูกพบอยู่เสมอในบ่อน้ำมัน เพราะเป็นเส้นทางติดต่อกับหัววัดความดันและอุณหภูมิที่หย่อนลงไป  เทคโนโลยีนี้ของบริษัทฯ เปลี่ยนเส้นใยนำแสงให้เป็นโครงข่ายของเซ็นเซอร์โดยไม่ทำให้ลูกค้าต้องมีความยุ่งยากหรือสิ้นเปลืองงบประมาณเพิ่มขึ้น เครื่อง iDASอาศัยประโยชน์จากการกระเจิงแบบเรย์ลีห์(Rayleigh scattering) โดยการส่งห้วงแสงสั้นๆเข้าไปในเส้นใยนำแสง แล้วคอยวิเคราะห์แสงที่กระเจิงกลับหลังซึ่งอ่อนมาก เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงความเครียด (strain) ที่เกิดขึ้นกับทุกความยาว 1 เมตรของเส้นใยนำแสง

             บริษัท Silixaเริ่มต้นขึ้นในปี 2007 ในโรงรถของหนึ่งในสามของผู้พัฒนาเทคโนโลยี iDAS ปัจจุบันบริษัทฯมีพนักงานเต็มเวลา 60 คนและได้ชื่อว่าเป็นบริษัททางด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตเร็วที่สุดในสหราชอาณาจักรในปี 2013 และเติบโตเร็วเป็นอันดับสองในปี 2014

 

 

เครื่อง iDAS (ที่มา : จากเว็บไซต์http://silixa.com/technology/idas/)

 

 

         5. บริษัท Tracerco

             สำหรับการพัฒนาเครื่อง DiscoveryTM ซึ่งเป็นเครื่องมือที่อาศัยเทคโนโลยีรังสีแกมมาโทโมกราฟีในการตรวจตราท่อนำส่งของเหลวหรือก๊าซใต้ท้องทะเลที่ระดับความลึกระดับ 3,000 เมตร แบบไม่ล่วงล้ำ (non-intrusive)ที่เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้ท้องทะเล เครื่องมือนี้จะให้ภาพถ่ายที่มีอำนาจการจำแนกสูงโดยไม่จำเป็นต้องรื้อเอาเปลือกหุ้มท่อออกแต่อย่างใด และไม่จำเป็นต้องหยุดการปฏิบัติงานดังเช่นในอดีต ทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นเกี่ยวกับการอุดตันหรือการสึกกร่อนของท่อ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณของลูกค้าลงได้มาก

             เครื่อง DiscoveryTM ทำรายได้ให้กับบริษัทมากกว่า 3 ล้านปอนด์ และทำให้เกิดงานมากกว่า 30 ตำแหน่งด้านวิจัยและพัฒนา  ปัจจุบันมีเครื่อง DiscoveryTM อยู่จำนวน 2 เครื่องที่กำลังใช้งานอยู่ แต่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ทางบริษัทฯกำลังสร้างเพิ่มอีก 4 เครื่อง

             นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ทางบริษัทได้รับรางวัลนี้ กล่าวคือในปี 2013 ได้รับรางวัลจากนวัตกรรมชื่อ OptimusTM ซึ่งเป็นเครื่องวัดระดับของเหลวในถังและวัดความหนาของผนังถังที่ก่อตัวขึ้นที่อาศัยหลักการทะลุผ่าน(transmission) และ การลดทอน(attenuation) ของรังสีแกมมา ซึ่งมีประโยชน์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

 

 

เครื่อง Discovery TM (ที่มา : จากเว็บไซต์http://subseaworldnews.com/2015/07/10/tracerco-wins-iop-innovation-award-for-discovery/)

 

 

หมายเหตุ

 

 

             เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ (อคพน.) เป็นนัดแรก โดยได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง อันมีรัฐมนตรี 5 กระทรวง อธิการบดี 5 มหาวิทยาลัย สสว. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาวิจัยแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมกัน ณ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ดังรูปข้างบนนี้  โดยการประชุมครั้งนี้ ดร.สมคิด ได้สะท้อนถึงบทบาทของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการโครงการ อินโนเวทีฟ สตาร์ทอัพ หรือสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมหน้าใหม่ให้เป็นนักรบเศรษฐกิจพันธุ์แกร่งที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยอินโนเวทีพ สตาร์ทอัพต้องคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการใช้ความสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม ดร.สมคิดย้ำว่า การจะมุ่งเป้าให้ประสบความสำเร็จนั้น หน่วยงานที่จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนคือ มหาวิทยาลัยที่มีงานวิจัยมากมายรอการต่อยอด แต่ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไม่ได้โฟกัสตัวเองว่าจะมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านไหน สุดท้ายกลายเป็นทำวิจัยแข่งกันเอง [1]

             ข่าวข้างต้นกระตุ้นให้คิดขึ้นมาว่า  คำว่า “นวัตกรรม กับ อินโนเวทีฟ สตาร์ทอัพ ที่ปรากฏอยู่นั้น ท่านรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจคงจะหมายรวมถึง “นวัตกรรมไฮเทค” และ “ไฮเทค สตาร์ทอัพ (High-tech Start-up)” ด้วย  เพราะได้มีคนพิสูจน์ไว้แล้วว่ามีความยั่งยืนและมีมูลค่าเชิงพาณิชย์สูงกว่านวัตกรรมอย่างอื่นๆ ดังเช่นที่สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ได้พยายามทำจนประสบความสำเร็จ สามารถนำพาประเทศหลุดรอดจาก “กับดักรายได้ปานกลาง(middle income trap)” มาหลายปีแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นที่ท่านพูดว่ามหาวิทยาลัยมีบทบาทช่วยที่สำคัญนั้นก็ถูกต้องแล้ว ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมไฮเทคทั้ง 5 เรื่องที่นำมาเล่าข้างต้น ซึ่งยืนยันได้ดีว่าความเข้มแข็งทางวิชาการและการวิจัยของมหาวิทยาลัยเป็นพื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนานวัตกรรมไฮเทคของประเทศ เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ จะขอใช้เรื่องของนวัตกรรมเครื่อง MRI สำหรับถ่ายภาพขาม้าเป็นตัวอย่าง

 

 

ที่มา : จากเว็บไซต์ http://www.hallmarq.net/equine/equine-images/vc_mri_72dpi5890edit_web.jpg/view

 

 

              ถ้าขาดความรู้ที่ลึกซึ้งในเรื่องของ Nuclear Magnetic Resonance (ย่อว่า NMR เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการ “หมุน (spin)”ของนิวเคลียสในสนามแม่เหล็กภายนอกที่สามารถดูดกลืนและปล่อยคืนคลื่น RFได้  ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1938 ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐอเมริกา โดย Isidor  Rabi นักฟิสิกส์เชื้อสายยิว-โปแลนด์ สัญชาติอเมริกัน ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานนี้เมื่อปี 1944  ต่อมาเมื่อมีการนำมาประยุกต์พัฒนาเป็นเทคนิคถ่ายภาพเพื่อการตรวจวินิจฉัยคนไข้แบบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนทั่วๆไป ด้วยเกรงว่าจะเกิดการไม่ยอมรับเพราะมีอุปาทานที่คลาดเคลื่อนกับคำว่า “นิวเคลียร์” จึงได้ตัดคำนี้ออกเหลือเพียง Magnetic Resonance Imaging แต่ก็ยังมีบางแห่งที่ยังคงใช้คำว่า Nuclear Magnetic Resonance Imaging ซึ่งย่อว่า NMRI) ถ้าขาดความรู้ในเรื่องของแม่เหล็กไฟฟ้าที่ต้องทำให้มีขนาดกะทัดรัด แต่มีความเข้มสูงและยังต้องมีเสถียรภาพสูงอีกด้วย ขาดความรู้ในเรื่องของคลื่น RF ในเรื่องของ Inverse Fourier Transformation ในเรื่องการสร้างซอฟแวร์ประมวลผลภาพดิจิตอล ฯลฯ การที่จะสร้างนวัตกรรมนี้ขึ้นมาและให้มีคนเชื่อถือจนยอมควักกระเป๋าซื้อไปใช้หรือยอมมาใช้บริการ (ค่าบริการครั้งละประมาณ 2,200 เหรียญสหรัฐ) จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครที่เป็นคนทำ “ความคิด” ให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (prototype)  ใครที่เป็นคนพัฒนาระบบให้ตอบสนองโจทย์ของลูกค้าได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คนที่ทำอย่างนี้ได้เขาเอาความรู้มาจากไหนกัน ใครล่ะที่จะสามารถสร้างนักวิทยาศาสตร์หรือนักเทคโนโลยีคุณภาพระดับนี้ขึ้นมาได้

 

 

เครื่อง MRI ที่ใช้ในโรงพยาบาล (ที่มา : จากเว็บไซต์ http://www.orthopaedics.com.sg/treatments/magnetic-resonance-imaging-mri)

 

 

             ตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งบริษัท Hallmarq Veterinary Imaging Ltd. ขึ้นเมื่อปี 2000 และยังเป็นผู้อำนวยการบริษัทมาจนถึงปัจจุบันก็คือ ดร. Nick Bolas ถึงแม้จะเรียนจบมาทางสาขาวิชาชีวเคมีจากมหาวิทยาลัย Oxford แต่งานวิจัยตอนเรียนปริญญาเอกก็เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่อง NMR เป็นสำคัญ เมื่อเรียนจบก็ได้ไปทำงานอยู่กับศาสตราจารย์ ดร. David Taylor แห่งภาควิชาฟิสิกส์ ของ Surrey University ซึ่งกำลังพัฒนาเครื่อง MRI เพื่อการประยุกต์ทางการแพทย์ และที่นี่เองที่ ดร. Bolas ได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบของเครื่อง MRI อย่างทะลุปรุโปร่ง  ส่วนผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคและปฏิบัติการของบริษัทฯที่ชื่อ ดร. Steve Roberts  ซึ่งเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งในการพัฒนา Motion correction algorithm ก็เป็นนักฟิสิกส์ที่มีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 20 ปีในการพัฒนาระบบ MRI หรือผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการคือดร. Giedre  Podolyak  ก็เป็นนักฟิสิกส์เช่นกัน  นั่นคือประเทศสหราชอาณาจักรประสบความสำเร็จในการพัฒนาให้มหาวิทยาลัยของประเทศเข้มแข็งได้จริง จึงเกิดมี “ทุนมนุษย์” ที่มีศักยภาพสูงพอและมีจำนวนมากพอที่จะร่วมกันก่อร่างสร้าง ไฮเทค สตาร์ทอัพ ที่ประสบความสำเร็จในการรังสรรค์นวัตกรรมไฮเทคขึ้นมาได้

             การที่จะสร้างนวัตกรรมไฮเทคขึ้นมานั้นต้องอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างแน่นอน ซึ่งSamsung Group ก็มองเห็นความจริงข้อนี้เช่นกันจึงได้เข้าไปให้การอุปถัมภ์ Sungkyunkwan University (SKKU) นับเป็นสิบปีมาแล้ว นอกจากจะเข้าไปช่วยบริหารจัดการตามสไตล์ “Samsung System” แล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดสถาบันใหม่ๆ เช่น Department of Semiconductor System, Department of Mobile Systems Engineering และ Sungkyunkwan Advanced Institute of Nano Technology (SAINT) เป็นต้น โดยนักศึกษาที่เรียนจบจะได้เข้าทำงานกับบริษัท Samsung ต่อไป (คนเกาหลีใต้ถือว่า SKKU เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย คือก่อตั้งขึ้นในปี 1398) [2]  หรือประเทศสิงคโปร์ก็ทุ่มงบประมาณพัฒนามหาวิทยาลัยของเขาอย่างมโหฬารและไม่เคยหยุดหย่อน สิงคโปร์คงไม่ได้สนใจเพียงแค่ว่าให้มหาวิทยาลัยNUS หรือ NTU ของตนได้ติดอันดับท็อปเท็นหรือท็อปทเวนตี้การจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเท่านั้นกระมัง ประเทศเล็กๆอย่างสิงคโปร์มีบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ไฮเทคของตัวเองที่ประสบความสำเร็จอยู่หลายบริษัท หนึ่งในนั้นก็คือ Singapore Technologies Engineering หรือ ST Engineering ที่มีกองทุนเทมาเส็กโฮลดิ้งของรัฐบาลสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นบริษัทชั้นนำของโลกบริษัทหนึ่งด้านอุตสาหกรรมการบินและอวกาศและเรือเดินทะเล และอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความมั่นคงและป้องกันประเทศ สามารถทำรายได้นับหลายพันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในแต่ละปี  มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ รวมแล้วมีพนักงานนับหมื่นคน  ผลิตภัณฑ์ไฮเทคของบริษัทนี้ไม่เพลี่ยงพล้ำให้กับของบริษัทคู่แข่งได้อย่างไร เขาต้องมีฝ่าย R&D ของตัวเองหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของฝ่ายนี้มาจากไหนกัน ถ้าไม่จบออกมาจากมหาวิทยาลัย

 

             ส่วนที่ท่านพูดต่อท้ายว่า “……..แต่ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไม่ได้โฟกัสตัวเองว่าจะมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านไหน สุดท้ายกลายเป็นทำวิจัยแข่งกันเอง” นั้น ท่านก็พูดถูกอีกเช่นกัน แต่ก่อนที่จะตำหนิมหาวิทยาลัยแต่ฝ่ายเดียว ขอให้ดูที่ความเห็นเมื่อเร็วๆนี้ของ IMD (International Institute for Management Development) ซึ่งเกิดจากการที่ IMD ได้ทำการศึกษาเพื่อวิเคราะห์ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยใน 5 หัวข้อ อันได้แก่ 1) ประสิทธิภาพภาครัฐต่อนโยบายการค้า โดยเฉพาะด้านการเงิน การธนาคาร  2) ประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการ  3) การลงทุนจากต่างประเทศ 4) นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง และ 5) ภาคเกษตรกรรม แล้วในที่สุดได้สรุปปัญหาที่เป็นจุดอ่อนและต้องการให้มีการปรับปรุงแก้ไขคือ “การขาดความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล นโยบายของแต่ละหน่วยงานไม่สอดคล้องกัน  ปัญหาทุจริตคอร์รับชันในภาครัฐ  กฎระเบียบภาครัฐที่มากมายและซับซ้อนยุ่งยาก  การลงทุนด้านพัฒนาบุคลากร แรงงานไม่เพียงพอ  การพัฒนาและการเข้าถึงการศึกษา  การขาดการพัฒนาวิจัย  การสร้างและใช้นวัตกรรมใหม่ๆและการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง[3, 4]  จุดอ่อนทั้งหมดที่ IMD พูดถึงนี้ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผ่านมือหลายรัฐบาล หลายพรรคการเมือง ล้วนส่งผลเชิงลบอย่างต่อเนื่องยาวนานต่อการพัฒนาความเข้มแข็งที่แท้จริงของแทบทุกองคาพยพของมหาวิทยาลัยไทย การที่มหาวิทยาลัย NUS และ NTU แบ่งบทบาทเสริมแกร่งให้ประเทศสิงคโปร์กันได้อย่างลงตัวและชัดเจน เกิดจากการที่ 2 มหาวิทยาลัยตกลงกันเอง หรือรัฐบาลยื่นมือเข้าไปช่วยจัดการ ถ้ายังไม่มีเวลาไปค้นหาคำตอบ ก็ลองดูตัวอย่างใกล้ตัวจากการที่กลุ่ม ปตท. ลงทุนสร้างโรงเรียน “กำเนิดวิทย์” และสถาบันอุดมศึกษา “สถาบันวิทยสิริเมธี” ของตนขึ้นเอง คงสะท้อนอะไรได้หลายอย่าง

 

เอกสารอ้างอิง

[1] คัดลอกบางส่วนจากข่าวสารกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.

 

[2] Pieter Stek, “The Strategic Alliance Between Sungkyunkwan University and the Samsung Group : South Korean Exceptionalism or New Global Model ?”, ที่มา : จากเว็บไซต์ https://www.triplehelixassociation.org/helice/volume-4-2015/helice-issue-12/the-strategic-alliance-between-sungkyunkwan-university-and-the-samsung-group-south-korean-exceptionalism-or-new-global-model.

 

[3] คัดลอกบางส่วนจากข่าว “IMD ชี้นโยบายสะดุด-คอร์รัปชั่นจุดอ่อนไทย” ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันเสาร์ที่23 มกราคม พ.ศ. 2559, หน้า 7.

 

{4} “IMD แนะไทยแก้จุดอ่อน เพิ่มขีดแข่งขัน “พาณิชย์” สบช่องดันสร้างฮับเกษตรอินทรีย์-เมืองอาหารโลก”, หน้าแรกผู้จัดการonline, 21 มกราคม 2559, ที่เว็บไซต์ http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9590000007300

 

 

 

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด