ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค

10 พฤษภาคม 2559

 

คำนำ

 

          คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการมีสุขภาพที่ดีเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการเพิ่มคุณภาพชีวิต  ดังที่เราคนไทยชอบพูดกันติดปากว่า “ ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ ”  การจะมีสุขภาพที่ดีได้นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญก็คือการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็ว ไวต่อการวัด และให้ผลการตรวจที่ถูกต้องแม่นยำ เนื่องจากผลการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและว่องไวจะนำไปสู่การบำบัดรักษาโรคให้แก่คนไข้ได้อย่างถูกวิธีและทันเวลา ปัจจุบันเทคนิคที่ใช้กันทั่วไปยังคงขาดคุณสมบัติในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อ (infectious diseases) ได้แบบทันทีทันควันเมื่อคนไข้ได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย  ที่ผ่านมาการวินิจฉัยการติดเชื้อในคนไข้อาจต้องรอให้คนไข้แสดงอาการของโรคออกมาก่อนถึงจะสามารถวินิจฉัยได้ บางโรคคนไข้จะยังไม่แสดงอาการในช่วงแรกของการได้รับเชื้อ แต่จะเริ่มแสดงอาการผิดปกติเมื่อเข้าสู่การติดเชื้อระยะเรื้อรัง  ซึ่งอาจจะทำให้การรักษาโรคทำได้ยากมากยิ่งขึ้นเนื่องจากอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆที่ตามมาด้วยจากการติดเชื้อ  เทคนิคทั่วไปที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคเช่นการนำสารตัวอย่างจากคนไข้มาเพาะเลี้ยงเชื้อเพื่อดูเชื้อโรคในห้องปฏิบัติการหรือเทคนิค ELISA (Enzyme-linked immunosorbent assay) จะใช้เวลาโดยประมาณ 2 – 3 วัน ถึงจะทราบผลการตรวจ นอกจากนี้ผลการตรวจยังต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการแปลผล ดังนั้นจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยหากมีวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคแนวใหม่ที่รวดเร็ว ไวต่อการวัด ถูกต้องแม่นยำ และแปลผลการตรวจได้แบบอัตโนมัติที่ง่ายและสะดวกต่อผู้ใช้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการแปลผล  ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้นหรือแม้กระทั่งลดจำนวนการเสียชีวิตของคนไข้ที่ติดเชื้อโรคติดเชื้อลงได้

 

 

Microfluidics

 

           ช่วง 2 – 3 ทศวรรษที่ผ่านมาเทคโนโลยี “ไมโครฟลูอิดิกส์ (Microfluidics)” ได้ถือกำเนิดขึ้น  คำว่าไมโครฟลูอิดิกส์มีผู้นิยามไว้ดังนี้ “การศึกษาการไหลของของไหล (แก๊สหรือของเหลว) ในระบบจุลภาค” [1-3]  ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นวิทยาการที่ต้องใช้องค์ความรู้ที่แน่นแฟ้นในศาสตร์ฟิสิกส์ของของไหลโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสมการการเคลื่อนที่ของของไหลหรือที่รู้จักกันคือ สมการนาเวียร์-สโตกส์ (Navier-Stokes equations) เพราะต้องใช้ในการควบคุมการไหลของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วระดับไมครอน ด้วยขนาดของท่อที่เล็กลงมากเมื่อเทียบกับขนาดของท่อที่เราคุ้นเคยกันในชีวิตประจำวัน  ทำให้คุณสมบัติทางฟิสิกส์บางประการอาทิเช่น การไหลแบบราบเรียบ (laminar flow) หรือ แรงแคปปิลารี (capillary forces) ส่งผลที่เด่นชัดขึ้นมากเพราะน้ำหนักเนื่องจากมวลของของไหลมีผลลดลงมาก  จุดประสงค์หลักของการพัฒนาเทคโนโลยีไมโครฟลูอิดิกส์คือความต้องการที่จะย่อส่วนการทดลองต่างๆ ในห้องปฏิบัติการทั่วไปลงบนอุปกรณ์ขนาดเล็กมากขนาดที่วางบนฝ่ามือได้ที่เรียกว่า “Lab-on-a-Chip (LOC)” ดังรูปที่ 1  ซึ่งในที่นี้จะขอเรียกสั้นๆว่า “ชิป”  โดยประโยชน์ของการย่อส่วนนี้ทำให้ ปริมาณของสารไม่ว่าจะเป็นสารที่จะนำมาตรวจวัดหรือสารที่ใช้ประกอบในการตรวจวัดลดลงอย่างมาก  ที่มีความหมายก็เพราะว่าสารบางชนิดมีราคาแพง ดังนั้นการใช้ระบบไมโครฟลูอิดิกส์สามารถทำให้อุปกรณ์การตรวจวินิจฉัยโรคมีราคาที่ถูกลง และด้วยปริมาณสารตัวอย่างที่จะนำมาตรวจวัดมีปริมาณที่น้อย จึงทำให้ใช้เวลาในการตรวจวัดเพื่อวินิจฉัยโรคสั้นลงมากด้วย   จากเดิมบางกรณีอาจต้องรอผลการตรวจวินิจฉัยที่ต้องใช้เวลาเป็นวันดังที่กล่าวข้างต้น  แต่เมื่อใช้ระบบไมโครฟลูดิอิกส์สามารถทำให้ทราบผลการวินิจฉัยได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือแม้กระทั่งภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง   นอกจากนี้การวินิจฉัยโรคบนพื้นฐานไมโครฟลูอิดิกส์ยังง่ายต่อการพกพาออกไปนอกห้องปฏิบัติการซึ่งเมื่อพัฒนาควบคู่ไปกับระบบวิเคราะห์แบบพกพาจะทำให้สามารถวินิจฉัยโรคในสถานที่ที่คนไข้อยู่ได้ (point-of-care diagnostics) โดยไม่ต้องนำมาตรวจที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการทางการแพทย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการควบคุมการระบาดของโรคติดต่อหรือติดเชื้อ

         ปัจจุบันศาสตร์ไมโครฟลูอิดิกส์กำลังได้รับความสนใจศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวาง เพราะมีประโยชน์เชิงประยุกต์ที่น่าสนใจที่มองเห็นได้ชัดเจน ไม่แต่เพียงในวงการแพทย์ แต่ยังรวมถึงวงการอื่นๆด้วยเช่นชีววิทยา เคมีอาหารและเครื่องสำอาง และการค้นพบยา (drug discovery) เป็นต้น

 

 

 

 

รูปที่ 1  ภาพแสดงแนวคิดของ Lab-on-a-Chip  คือการย่อส่วนห้องแล็บทางเคมีและชีววิทยาลงบนชิปที่มีขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ (ที่มา : จากเว็บไซต์ http://lab-on-chip.gene-quantification.info/)

 

 

ตัวอย่างการประยุกต์ทางด้านการแพทย์

 

        ด้วยคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีไมโครฟลูอิดิกส์ดังที่กล่าวข้างต้น ไมโครฟลูอิดิกส์จึงได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยการติดเชื้อหรือโรคต่างๆ ตัวอย่างเช่น การนำไมโครฟลูอิดิกส์มาประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัส HIV สาเหตุของโรคเอดส์และเชื้อแบคทีเรียซิฟิลิส  สาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่ง [4]  ซึ่งชิปดังกล่าวถูกเรียกว่า “เอ็มชิป (mChip)”  รูปที่ 2a เป็นภาพถ่ายของเอ็มชิป ส่วนรูปที่ 2b เป็นภาพภาคตัดขวางที่ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดของท่อขนาดไมโครเมตรที่ใช้ในการลำเลียงของเหลวต่างๆให้ไหลผ่านบริเวณตรวจวัดซึ่งจะได้อธิบายรายละเอียดในลำดับต่อไป ส่วนรูปที่ 2c เป็นรูปของท่อขนาดไมโครเมตรที่ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องผ่าน  กระบวนการทำงานของเอ็มชิปเลียนแบบกระบวนการทำงานของเทคนิค ELISA ที่ทำกันในห้องปฏิบัติการทั่วไป แต่ย่อส่วนลงไปในชิปเพียง 1 อันเท่านั้นพื้นฐานการตรวจวัดจะใช้หลักการทางวิทยาภูมิคุ้มกัน (Immunology) ที่ใช้คุณสมบัติความเฉพาะเจาะจงในการจับกันระหว่างสารก่อภูมิต้านทานหรือแอนติเจน (antigen) กับแอนติบอดี้ (antibody) ซึ่งเป็นสารที่สร้างมาจากระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย  การจับกันระหว่างแอนติเจนกับแอนติบอดี้เปรียบได้กับแม่กุญแจกับลูกกุญแจที่จะไขได้เฉพาะคู่ใครคู่มัน  การวินิจฉัยการติดเชื้อด้วยระบบไมโครฟลูอิดิกส์นี้จะใช้วิธีเคลือบแอนติเจนต่างๆ ลงบนบริเวณตรวจวัด หลังจากนั้นก็จะอาศัยหลักการของไมโครฟลูอิดิกส์ลำเลียงของเหลวต่างๆ เช่น สารตัวอย่าง สารละลายบัฟเฟอร์ที่ใช้สำหรับการชำระล้าง หรือสารที่ใช้เป็นตัวทำปฏิกิริยาให้ไหลไปตามท่อขนาดไมโครเมตรผ่านบริเวณตรวจวัดเพื่อที่จะตรวจสอบว่ามีการจับกันระหว่างแอนติเจนกับแอนติบอดี้แต่ละคู่ตรวจสอบหรือไม่ ถ้ามีการจับกันระหว่างแอนติเจนกับแอนติบอดี้ของคู่ที่ตรวจสอบก็จะสามารถวินิจฉัยได้ว่าคนๆนั้นได้รับเชื้อที่ตรวจสอบเข้าสู่ร่างกาย  แต่ถ้าไม่มีการจับกันระหว่างแอนติเจนกับแอนติบอดี้ของคู่ที่ตรวจสอบก็จะสามารถวินิจฉัยได้ว่าคนๆนั้นไม่ได้รับเชื้อที่ตรวจสอบเข้าสู่ร่างกาย

 

 

รูปที่ 2  เอ็มชิปสำหรับการตรวจเชื้อ HIV และซิฟิลิส (a) ภาพถ่ายของเอ็มชิป (b) ภาพถ่ายภาคตัดขวางของท่อลำเลียงของเหลวขนาด  ไมโครเมตรซึ่งถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราด (c) ภาพถ่ายท่อลำเลียงของเหลวขนาดไมโครเมตรซึ่งถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์ แบบส่องผ่าน (d) แผนภาพแสดงลำดับการไหลของของเหลวต่างๆผ่านบริเวณตรวจวัดทั้ง 4 บริเวณ (e) แผนภาพแสดงปฏิกิริยาต่างๆในบริเวณตรวจวัดทั้ง 4 หลังจากมีการไหลของของเหลวต่างๆตามลำดับ (f) ค่าการดูดกลืนแสงในบริเวณตรวจวัดทั้ง 4 หลังจากการไหลของของเหลวต่างๆตามลำดับ [4]

 

 

       ในกรณีของเอ็มชิปนั้น บริเวณตรวจวัดจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังรูปที่ 2d และ2โดยแต่ละส่วนจะทำการเคลือบสารที่แตกต่างกันออกไปกล่าวคือ บริเวณตรวจวัดที่ 1 เคลือบ Blocked BSA (ใช้เป็นตัวควบคุมในการบ่งบอกสัญญาณลบ) บริเวณตรวจวัดที่ 2 เคลือบ gp41-gp36 HIV antigen  (เป็นแอนติเจนที่ใช้ในการจับแอนติบอดี้ซึ่งสร้างจากระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านไวรัส HIV ในกรณีที่คนๆนั้นได้รับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกาย) บริเวณตรวจวัดที่ 3 เคลือบ TpN17 Syphilis antigen (เป็นแอนติเจนที่ใช้ในการจับแอนติบอดี้ในกรณีที่คนๆนั้นได้รับเชื้อซิฟิลิสเข้าสู่ร่างกาย) บริเวณตรวจวัดที่ 4 เคลือบ Antibody to goat IgG (เป็นแอนติบอดีที่ใช้เป็นตัวควบคุมในการบ่งบอกสัญญาณบวก) โดยก่อนที่จะทำการตรวจวัดเชื้อดังกล่าวโดยใช้เอ็มชิป ของเหลวต่างๆ เช่น สารตัวอย่างสารละลายบัฟเฟอร์เพื่อใช้ในการชำระล้าง แอนติบอดี้ที่ติดฉลากด้วยทอง และตัวทำปฏิกิริยาเงิน จะถูกเตรียมไว้ในท่อตามลำดับ  การไหลซึ่งสารแต่ละตัวจะถูกแยกจากกันด้วยฟองอากาศ (ดูตัวอย่างประกอบดังรูปที่ 2d) หลังจากนั้นของเหลวต่างๆที่เตรียมไว้ในท่อจะถูกนำมาไหลตามลำดับในท่อขนาดไมโครเมตรเพื่อควบคุมให้ไหลผ่านบริเวณตรวจวัดทั้ง 4 โดยการไหลของของเหลวนั้นจะใช้ระบบสุญญากาศในกระบอกฉีดยา(syringe)ซึ่งต่อกับท่อขนาดไมโครเมตรที่ปลายขาออก (outlet) เป็นตัวขับเคลื่อนของเหลว

      ลำดับแรกเป็นการไหลของสารที่ใช้ในการชำระล้าง ต่อจากนั้นเป็นการไหลของสารตัวอย่างผ่านบริเวณตรวจวัดทั้ง 4 โดยในบริเวณตรวจวัดที่ 1 จะไม่มีการจับกันระหว่างแอนติบอดี้ในสารตัวอย่างกับสารที่เคลือบในบริเวณนี้ ส่วนในบริเวณตรวจวัดที่ 2 หากสารตัวอย่างมีแอนติบอดี้ที่สร้างมาจากการได้รับเชื้อ HIV แอนติบอดี้นี้จะทำการจับกับแอนติเจนที่เคลือบไว้ในบริเวณตรวจวัดที่ 2   ทำนองเดียวกันในบริเวณตรวจวัดที่ 3 หากสารตัวอย่างมีแอนติบอดี้ที่สร้างมาจากการได้รับเชื้อซิฟิลิส แอนติบอดี้นี้ก็จะทำการจับกับแอนติเจนที่เคลือบไว้ในบริเวณตรวจวัดที่ 3 ส่วนบริเวณตรวจวัดที่ 4 จะไม่มีการจับกันระหว่างแอนติบอดี้ในสารตัวอย่างกับสารที่เคลือบบริเวณนี้ หลังจากการไหลของสารตัวอย่างแล้ว ลำดับต่อไปเป็นการไหลของสารละลายบัฟเฟอร์เพื่อชำระล้างการจับของแอนติบอดี้แบบไม่เฉพาะเจาะจง (non-specific bindings)  ต่อจากนั้นก็เป็นการไหลของแอนติบอดี้ที่ติดฉลากด้วยทอง ซึ่งแอนติบอดี้ที่ติดฉลากด้วยทองนี้จะไปจับกับแอนติบอดี้ในกรณีที่มีการจับกันระหว่างแอนติบอดี้กับแอนติเจนในบริเวณตรวจวัดที่ 2 และ3 อีกทั้งยังไปจับกับสารที่เคลือบ (แอนติบอดี้) ในบริเวณตรวจวัดที่ 4 ด้วย แต่จะไม่จับกับสารที่เคลือบในบริเวณตรวจวัดที่ 1 (ดูรูปที่ 2e ประกอบ)  จากนั้นก็เป็นการไหลด้วยน้ำเพื่อชำระล้างและสุดท้ายก็เป็นการไหลของตัวทำปฏิกิริยาเงินโดยระหว่างการไหลของของเหลวต่างๆดังที่กล่าวมาจะมีการวัดค่าการดูดกลืนแสง (absorbance)ของแสงในบริเวณตรวจวัดทั้ง 4 ดังแสดงในรูปที่ 2f   หากพบว่ามีการดูดกลืนแสงในบริเวณตรวจวัดที่ 2 และ 3 หลังจากมีการไหลของตัวทำปฏิกิริยาเงิน จะทำให้ทราบว่าสารตัวอย่างนั้นมีเชื้อ HIV และซิฟิลิส ได้ตามลำดับ ซึ่งเอ็มชิปสามารถนำมาใช้ตรวจเชื้อ HIV และซิฟิลิสได้จากเลือดในปริมาตรเพียงแค่ 1 ไมโครลิตร (ประมาณขนาดหัวเข็มหมุด) จะเห็นได้ว่าปริมาณเลือดที่ใช้นั้นน้อยมากจึงทำให้ชิปนี้สามารถตรวจเชื้อ HIV และซิฟิลิสได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที [4] ราคาการผลิตเอ็มชิปอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ   ส่วนราคาการผลิตอุปกรณ์ของระบบวิเคราะห์แบบพกพาซึ่งใช้ควบคู่กับเอ็มชิปอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐ(รูปที่ 3a) [5] หรือระบบวิเคราะห์เอ็มชิปที่เชื่อมกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมีราคาการผลิตประมาณ 34 ดอลลาร์สหรัฐ (รูปที่ 3b) [6]

 

 

 

รูปที่ 3(a) ระบบวิเคราะห์แบบพกพากับเอ็มชิป  (ที่มา : จากเว็บไซต์ http://cargocollective.com/futurehealth/filter/diagnosis/mChip-The-Portable-HIV-AIDS-and-Syphilis-Test) (b) ระบบวิเคราะห์เอ็มชิปที่ใช้คู่กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (ที่มา : จากเว็บไซต์http://www.engadget.com/2015/02/06/hiv-smartphone-dongle/)

 

 

         นอกจากนี้ยังได้มีการประยุกต์ไมโครฟลูอิดิกส์กับการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza viruses) A/H1 A/H3 และ B โดยอุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกส์นี้สามารถใช้เวลาในการตรวจวัดไข้หวัดใหญ่ได้ภายในเวลาเพียงแค่ 110 นาทีหรือน้อยกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าวิธีการทั่วไปที่ใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง [7]

           อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งผู้เขียนเคยเป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัยในโครงการที่ชื่อว่า HILYSENS [8] ซึ่งสนับสนุนทุนวิจัยโดยสหภาพยุโรป (European Union, EU) ในโปรแกรม The Seventh Framework Programme (FP7)ภายใต้การวิจัยเพื่อผลประโยชน์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)โดยโครงการHILYSENS มีจุดมุ่งหมายที่การวิจัยและพัฒนาชิปเพื่อการวินิจฉัยโรคไลม์(Lyme disease) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายจากการถูกกัดด้วยตัวเห็บ (deer tick) ที่พบมากในยุโรปและอเมริกาเหนือ  โครงการนี้ใช้เวลาการวิจัยและพัฒนาทั้งสิ้นประมาณ 2 ปีกับ 4 เดือน  ด้วยงบประมาณร่วม 1.47 ล้านยูโร  ผู้ร่วมโครงการประกอบด้วย 4 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กับ 3 สถาบันวิจัยที่เป็นฝ่ายทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี (RTD performers) โดยมหาวิทยาลัยยิววาสคิวา (University of Jyväskylä) ประเทศฟินแลนด์ที่ผู้เขียนทำงานด้วยนั้นเป็นหนึ่งในสถาบันวิจัยที่ทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้  ซึ่งเป็นการทำงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนักฟิสิกส์และนักชีววิทยารวมประมาณ 6-7 คน รายละเอียดของโครงการวิจัยสามารถดูได้จากเอกสารอ้างอิงหมายเลข [8] หลังจากโครงการ HILYSENS ในระยะแรกได้เสร็จสิ้นลงในปี พ.ศ.2556 ได้มีการวิจัยและพัฒนาต่อยอดในโครงการระยะที่สอง ซึ่งใช้ชื่อว่าHILYSENS II (ผู้เขียนไม่ได้ร่วมในโครงการระยะที่สองนี้) ซึ่งสามารถดูรายละเอียดของโครงการได้จากเอกสารอ้างอิงหมายเลข [9]

 

 

สรุป

 

        เป็นอีกตัวอย่างที่ยืนยันคำกล่าวที่ว่า “ฟิสิกส์เป็นกุญแจไขสู่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”ได้อย่างดี  ดังจะเห็นได้ว่านวัตกรรมการวินิจฉัยโรคแนวใหม่ต้องอาศัยองค์ความรู้ระดับลึกของวิชาฟิสิกส์ของของไหล โดยเฉพาะตรงส่วนที่เกี่ยวกับการไหลของของไหลในท่อเล็กจิ๋วขนาดไมโครเมตร นอกจากนี้แล้วกว่าที่จะได้นวัตกรรมไฮเทคใหม่ขึ้นมาชิ้นหนึ่งนั้น ไม่มีเส้นทางลัด  มีเพียงเส้นทางเดียวที่ต้องผ่านการทำวิจัยอย่างเข้มข้น ต้องอาศัยพื้นฐานความรู้ที่ดีในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ต้องลงทุนทั้งงบประมาณและเวลาไม่น้อยในการวิจัยและพัฒนา แต่เมื่อทำได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะคุ้มกับการลงทุน

 

 

กิตติกรรมประกาศ

 

        ผู้เขียนกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ดร.สมศร สิงขรัตน์ สำหรับคำแนะนำในการทำให้บทความมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และขอขอบคุณ คุณกนกทิพย์ พุทธรักษา สำหรับการอภิปรายในข้อมูลเชิงชีววิทยา

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

[1] P. Tabeling, Introduction to Microfluidics, Oxford University Press, New York, 2005.

[2] H. Bruss, Theoretical Microfluidics, Oxford University Press, New York, 2008.

[3] N.T. Nguyen and S.T. Wereley, Fundamentals and Applications of Microfluidics, Artech House, Boston|London, 2006.

[4] C. D. Chin et al., Nature Medicine 17 (2011) 1015-1019.

[5] http://cargocollective.com/futurehealth/filter/diagnosis/mChip-The-Portable-HIV-AIDS-and-Syphilis-Test

[6] http://www.engadget.com/2015/02/06/hiv-smartphone-dongle/

[7] C.H. Wang et al., Microfluidics and Nanofluidics 13 (2012) 113-123.

[8] www.hilysens.eu

[9] http://hilysensproject.eu/

 

 

ผู้เขียน

 

ดร.นิธิพนธ์ พุทธรักษา

Postdoctoral fellow, Department of Biological and Environmental Sciences and Nanoscience Center,

University of Jyväskylä, Finland

Email: nitipon17@yahoo.co.th

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด