เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน

15 มกราคม 2561

 

                ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์  เป็นประเทศเล็กๆในทวีปยุโรป (มีพื้นที่ประมาณ 40,000 ตร.กม. มีจำนวนประชากรประมาณ 17 ล้านคน เทียบกับประเทศไทยแล้วมีพื้นที่เล็กกว่าประมาณ 12 เท่า และมีประชากรน้อยกว่าประมาณ 4 เท่า) ที่ถูกจัดว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก  มีที่ตั้งในเขตที่ราบต่ำติดทะเลเหนือ โดยที่ 1/4 ของพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งทำให้เป็นที่มาของชื่อประเทศ เพราะคำว่า “Nederlands” แปลว่า “low land” หรือ “ที่ต่ำ” นั่นเอง [1]  นอกเหนือจากเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลของคน “ดัตช์ (Dutch)” แล้ว เนเธอร์แลนด์ยังเป็นที่รู้จักของชาวโลกในเรื่องอื่นๆอีกเช่น ทุ่งดอกทิวลิป กังหันลม ชีส และสีส้ม ! 

 

               ชาวดัตช์มาค้าขายกับประเทศไทยตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 400 ปี สมัยก่อนคนไทยเรียกว่าชาวฮอลันดา คนไทยปัจจุบันได้ยินชื่อบริษัทฟิลิปส์ (Philips) บ่อยๆ เพราะมาอยู่บ้านเรานานแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ปี ผลิตตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ หลายบ้านคงกำลังใช้หลอดไฟของบริษัทนี้อยู่ บริษัทฟิลิปส์เป็นบริษัทสัญชาติดัตช์

 

 

รูปที่ 1  สัญลักษณ์สำคัญๆของประเทศเนเธอร์แลนด์

 

 

รู้หรือไม่?: ทิวลิปไม่ได้มีต้นกำเนิดจากเนเธอร์แลนด์  แต่เข้ามาสู่เนเธอร์แลนด์โดยชาวออตโตมัน (ดินแดนแถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน) ในช่วงศตวรรษที่ 16  ชาวดัตช์ได้นำมาพัฒนาสายพันธุ์และขายจนในปัจจุบันเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ส่งออกหัวและดอกทิวลิปมากที่สุดของโลก

รู้หรือไม่?: แครอทสายพันธุ์ดั้งเดิมมีหลายสี เช่น ขาว ม่วง เหลือง ส้มอ่อน แต่ถูกพัฒนาสายพันธุ์โดยชาวดัตช์ ให้มีสีส้มสวย สดใส เช่นที่เราเห็นในปัจจุบัน แครอทสายพันธุ์ใหม่นี้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลกเนื่องจากมีความหวาน กรอบ อร่อย และเป็นภาพจำของหลายคนว่าแครอทต้องมีสีส้ม

 

                     นอกจากนี้ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าประเทศเล็กๆประเทศนี้มีสถิติด้านการส่งออกและนวัตกรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยในปี พ.ศ. 25592560 เนเธอร์แลนด์เป็นอันดับหนึ่งของโลกในการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับ [2]  เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของสหภาพยุโรปและเป็นอันดับสองของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกาที่มีเนื้อที่ใหญ่กว่า 236 เท่า) [3]  และเป็นอันดับที่สามของโลกในด้านนวัตกรรม (รองจากสวิตเซอร์แลนด์และสวีเดน) [4]  นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างการคิดค้นด้านนวัตกรรมอีกมากมาย เช่น ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม อย่างการสร้างถนนเรืองแสงที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าในยามกลางคืน (glow-in-the-dark roads) [5]  หรือเส้นทางจักรยานที่ปูด้วยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ในเวลากลางวันมาส่องสว่างทางในตอนกลางคืน (solar roads) [6]  และการนำขยะมารีไซเคิล  แล้วนำไปทำวัสดุสำหรับสร้างถนน (plastic roads) [7]  หรือนวัตกรรมการตรวจวัดแบบ microfluidics ที่มีบทบาททั้งด้านการแพทย์ อาหาร และการเกษตร [8]  สถิติและตัวอย่างนวัตกรรมเหล่านี้น่าทึ่งใช่ไหมครับ? แน่นอนว่าไม่ใช่ความบังเอิญที่จะได้รับการจัดอันดับเหล่านี้  หากแต่มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแรงผลักดัน ทำให้ประเทศเล็กๆประเทศนี้มีศักยภาพในการผลิต การสร้างนวัตกรรม การส่งออก ได้สูงเทียบเท่าหรือนำหน้าประเทศใหญ่ๆชั้นนำหลายประเทศ

 

 

 

รูปที่ 2 ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาการเกษตรกรรม

 

                    ผู้อ่านอาจจะสงสัยต่อไปอีกว่า แล้วอะไรที่ทำให้เนเธอร์แลนด์โดดเด่นและแตกต่างจากประเทศอื่นๆที่ก็มีการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน ถ้าเราพิจารณาจากสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เนเธอร์แลนด์ผลิตและส่งออก จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นผลิตผลทางการเกษตร และ อาหาร (ทั้งๆที่เป็นประเทศเขตหนาวที่การเพาะปลูกทำได้ยากและมีข้อจำกัดมากด้านขนาดเนื้อที่) ส่วนด้านนวัตกรรมก็จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่นำมาใช้ส่งเสริมด้านการผลิต รวมไปถึงนวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด และนวัตกรรมด้านสุขภาพ โดยเราอาจจัดเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science) และ กลุ่มพลังงาน (Energy) เพื่อจำกัดขอบเขตของบทความและเพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ

 

 

รูปที่ 3 ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาชาติ

 

 

                     การศึกษาวิจัยทั้งสองด้านที่กล่าวมานี้ในปัจจุบันมีความเป็นสหวิทยาการ (multidisciplinary) ค่อนข้างสูง แต่มีจุดร่วมที่สำคัญของการพัฒนาแต่ละด้านคือ ความรู้และเทคโนโลยีระดับโมเลกุล  ยกตัวอย่างเช่น การจะเพิ่มผลผลิตของพืชหรือสัตว์จะต้องรู้ว่าสิ่งเร้าที่เราให้กับพืชหรือสัตว์ เช่น แสง สภาพอากาศ อาหารเสริม ฯลฯ ส่งผลอย่างไรต่อกลไกการให้ผลผลิต ซึ่งกลไกเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยโครงสร้างระดับโมเลกุล เช่น เอนไซม์ หรือ โปรตีน  หรืออีกตัวอย่างด้านพลังงาน เช่น ประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์  นอกจากจะขึ้นกับวัสดุที่ใช้แล้ว ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างระดับอะตอมและโมเลกุล เป็นต้น ในการศึกษามีความจำเป็นต้องผนวกศาสตร์หลายแขนง ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เข้าด้วยกัน  สาขาวิชาอย่าง Physical Chemistry, Biological Physics, Biochemistry จึงมีความสำคัญในฐานะเป็นตัวเชื่อมโยงสาขาวิชาหลักเข้าด้วยกันและนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีอย่าง Nanotechnology, Biomedical Technology, Nanomaterials, Renewable Energy Technology และอื่นๆ

 

                    ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนเธอร์แลนด์มีการสนับสนุนและผลักดันการศึกษาวิจัยระดับโมเลกุลและเทคโนโลยีนาโนอย่างชัดเจนและมีเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี พ.ศ. 25532560 มีโปรแกรม NanoNextNL [9]  ที่รวบรวมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัทเอกชน มากกว่าร้อยหน่วยงานเข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตองค์ความรู้และนวัตกรรมระดับโมเลกุลและนาโน  โครงการนี้มีเงินทุนวิจัยรวมประมาณ 250 ล้านยูโร หรือประมาณ 9,600 ล้านบาท (คิดเป็น 0.08% ของงบประมาณประเทศประจำปี และเท่ากับสัดส่วนงบประมาณประจำปีของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย) โดยครึ่งหนึ่งมาจากการสนับสนุนของภาครัฐ  โปรแกรมนี้ส่งเสริมงานวิจัยหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านพลังงาน  เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ น้ำ วัสดุใหม่ อาหาร ฯลฯ ความหลากหลายนี้ทำให้บรรยากาศในวงการวิชาการยังคงอยู่ คือ นักวิจัยยังสามารถที่จะมีอิสระที่จะเลือกหัวข้อวิจัยตามความสนใจของตนเอง แต่ในภาพรวมแล้วแนวทางวิจัยหลักของประเทศก็ถูกกำหนดโดยอัตโนมัติจากเงื่อนไขการขอทุนวิจัยจากโปรแกรม เพราะกรรมการพิจารณาทุนวิจัยก็ย่อมที่จะเลือกให้ทุนกับนักวิจัยที่คาดว่าจะทำให้โปรแกรมบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนนี้ถือว่าเป็นการได้ผลประโยชน์ร่วมกันในภาพรวม ส่วนจะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลระหว่างด้านวิชาการที่นักวิจัยให้ความสำคัญกับด้านผลผลิตที่รัฐให้ความสำคัญนั้นคงมีรายละเอียดในทางโครงสร้างและการปฏิบัติอีกมาก อย่างไรก็ดี มีวัตถุประสงค์ของโปรแกรมข้อหนึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจน คือ “เพื่อทำให้เกิดความรู้ด้านนาโนและเทคโนโลยีนาโนอย่างยั่งยืน” ผู้เขียนคิดว่าข้อนี้มีความสำคัญมากเพราะแสดงให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลของรัฐบาลในด้านการลงทุนด้านการศึกษาวิจัยของประเทศ

 

                   กล่าวถึงการสนับสนุนงานศึกษาวิจัยในด้านโมเลกุลและเทคโนโลยีนาโนนี้  ตัวผู้เขียนมีความเห็นว่าไม่ได้ทำกันอย่างไร้กรอบคิด หากแต่ว่าถูกคิดมาอย่างดี  ว่าทำไมเนเธอร์แลนด์ควรจะเดินบนเส้นทางสายนี้  เหตุผลหลักสองประการในความเห็นของผู้เขียน คือ

 

                     ข้อแรก ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐาน

                   เนื่องจากแนวทางการศึกษาวิจัยของโลกในปัจจุบันและอนาคตกำลังดำเนินไปในทิศทางของสหวิทยาการ ซึ่งมีแรงผลักดันหลักด้านเศรษฐกิจมาจากการที่มนุษย์เริ่มตระหนักถึงความมั่นคงและยั่งยืนด้านอาหารและพลังงาน นอกจากนี้ในด้านโครงสร้างพื้นฐานเนื่องจากเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กๆจึงไม่อาจจะทำอุตสาหกรรมหนักใหญ่ๆได้อย่างประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา หรือ จีน เพราะจะมีข้อจำกัดมาก ทั้งด้าน แรงงาน พื้นที่ มลภาวะ ดังนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ใดๆที่จะตอบสนองปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ คือคำตอบของการวางแผนโครงสร้างการวิจัยของประเทศ

 

                      ข้อที่สอง ปัจจัยด้านองค์ความรู้ที่มี

                    การศึกษาด้านโมเลกุลและเทคโนโลยีนาโน เป็นการพัฒนาบนพื้นฐานความรู้เดิมที่มีอยู่แล้วอย่างดี เนเธอร์แลนด์เป็นแหล่งกำเนิดและสะสมองค์ความรู้ด้านนี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่สมมติฐานเรื่องโมเลกุลยังไม่เป็นที่ยอมรับ  จนถึงปัจจุบัน มีนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์หลายคนได้รับรางวัลโนเบลในสาขาวิชาที่เกี่ยวของกับการศึกษาระดับโมเลกุล ยกตัวอย่างเช่น Jacobus H. van 't Hoff  (รางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี พ.ศ. 2444) ที่ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้กำเนิดสาขาวิชา Physical Chemistry และ Stereo Chemistry  หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ van 't Hoff อธิบายและเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ แรงดันออสโมติค (osmotic pressure)  Johannes D. van der Waals (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี พ.ศ. 2453) ผู้เสนอสมการสถานะเพื่ออธิบายพฤติกรรมของแก๊สจริงในงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ สมการสถานะของ van der Waals ที่แสดงถึงการมีอยู่ของโมเลกุลและอันตรกิริยาระหว่างโมเลกุล ทำให้เกิดการศึกษาด้าน Molecular Physics ในศตวรรษที่ 20  Peter Debye (รางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี พ.ศ. 2479) ที่อธิบายหลายปรากฏการณ์ระดับโมเลกุล ทฤษฎีของ Debye หลายทฤษฎีมีความสำคัญอย่างกว้างขวางในการอธิบายสมบัติของสสารแทบทุกสถานะ  จนถึงล่าสุด Bernard  L. Feringa (รางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี พ.ศ. 2559) ที่ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์ molecular machine โมเลกุลขนาดเล็กที่เปลี่ยนพลังงานเคมีเป็นพลังงานกล 

 

                  ทั้งสองข้อที่กล่าวมานี้สามารถสรุปรวมได้ว่า การมองการณ์ไกลบนพื้นฐานของการรู้จักตัวเองนั้นเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง 

                  ในด้านการสร้างนวัตกรรมนั้น มีหลายปัจจัยที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาองค์ความรู้ที่มีจากภาควิจัยไปสู่ภาคการประยุกต์ใช้และการตลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยของคนดัตช์เองที่เป็นพวกชอบทำการค้า มีทัศนคติในการที่จะกล้าลงมือทำ และมีใจที่เปิดกว้างต่อโลกภายนอก

 

รู้หรือไม่?: บริษัทค้าขายข้ามชาติเจ้าแรกบนโลกใบนี้นั้นก่อตั้งโดยคนดัตช์ คือ บริษัท Dutch East India Company ที่เริ่มทำการค้าตั้งแต่ ปี.. 2145 ในช่วงยุคล่าอาณานิคม และตลาดหุ้นแห่งแรกของโลกก็ถูกตั้งขึ้นโดยคนดัตช์ในปีเดียวกันที่กรุงอัมสเตอร์ดัม นี่แสดงให้เห็นว่าการค้าการลงทุนนั้นอยู่ในสายเลือดของคนดัตช์เลยก็ว่าได้ 

 

                   นอกจากเรื่องนิสัยและทัศนคติแล้ว  การจะทำให้กระบวนการ “จากหิ้งไปสู่ห้าง” ทำได้ง่ายขึ้นนั้นเกิดจากการสนับสนุนของหลายๆภาคส่วน ทั้งรัฐบาล มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัทเอกชน ซึ่งในเนเธอร์แลนด์หน่วยงานต้นทางความรู้เหล่านี้จะมีหน่วยส่งเสริมธุรกิจใหม่คอยช่วย อาจารย์ นักวิจัย แม้กระทั่งนักศึกษาปริญญาเอก ที่ต้องการนำผลงานวิจัยของตัวเองมาสร้างให้เกิดนวัตกรรมและนำไปสู่ตลาด (startup, spin-off company) [10–16]   มีการส่งเสริมค่อนข้างจริงจัง (แต่ไม่ได้บังคับ) นักวิจัยสามารถเดินเข้าไปขอคำปรึกษาได้แบบ walk in (โดยยังไม่ต้องมีผลิตภัณฑ์ มีแต่เพียงแนวคิดก็ยังได้) ในเรื่องต่างๆ เช่น การขอสิทธิบัตร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมการตลาด การหาทุนเริ่มต้น การจัดการความเสี่ยง ไปจนถึงถ้าบริษัทไปไม่รอดจะทำอย่างไรต่อไป เรียกว่าครบวงจร นี่เพราะเขามองเห็นว่าคนที่ถูกฝึกมาให้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยนั้น ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การตลาด กฎหมายและต้องการความช่วยเหลือในด้านเหล่านี้จากผู้เชี่ยวชาญ

 

 

รูปที่ 4 หน่วยงานรัฐส่งเสริมให้งานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” แบบครบวงจรและแบบจริงจังจริงใจ ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้รับการจัดอันดับว่ามีบรรยากาศที่เอื้อต่อธุรกิจ startup ดีที่สุดในสหภาพยุโรป ในรายงานประจำปี 2559 ของ European Digital Forum [17]

 

                   นอกจากการสนับสนุนด้านธุรกิจแล้ว  มหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยก็ยังให้การสนับสนุนเรื่องสถานที่วิจัย ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีนักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่งต้องการสร้างบริษัทของตนเองหลังสำเร็จการศึกษา อาจจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานวิจัยปริญญาเอกของตนเอง  อาจารย์ที่ปรึกษาที่เห็นด้วยก็สามารถให้การสนับสนุนโดยการอนุญาตให้เขาใช้ห้องปฏิบัติการร่วมกัน  มหาวิทยาลัยก็สามารถให้เช่าห้องทำงานได้ในราคาถูกกว่าอัตราปกติ (โดยปกติหัวหน้าห้องวิจัยต้องจ่ายค้าเช่าห้องปฏิบัติการและห้องทำงานให้มหาวิทยาลัย) ซึ่งทำให้ลดต้นทุนในการผลิตในช่วงแรกเริ่มได้อย่างมากเทียบกับการที่ต้องไปหาแหล่งสร้างบริษัทสร้างห้องวิจัยใหม่เอง การให้คำปรึกษาระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาเดิม (ซึ่งตอนนี้อาจเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกันแล้ว) ก็ยังดำเนินไปอย่างไม่สะดุด และกลุ่มวิจัยเดิมก็ยังได้ประโยชน์จากบริษัทใหม่นี้ด้วยเช่น สามารถให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานในบริษัท  เป็นการพึ่งพาอาศัยกันด้านความรู้และประสบการณ์

 

                    บริษัทเอกชนก็มีบทบาทมากในด้านเงินทุนวิจัย การที่ภาควิชาการได้รับเงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชนก็จะทำให้งานวิจัยในเรื่องนั้นๆเดินหน้าค่อนข้างรวดเร็วเพราะเงินจากภาคเอกชนมีค่อนข้างมากและมาสู่ผู้วิจัยโดยตรงโดยไม่ผ่านขั้นตอนของหน่วยงานหลักอย่างคณะ หรือ ภาควิชา (เรื่องนี้เกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงสร้างองค์กรด้วย ส่วนมากกลุ่มวิจัยในต่างประเทศมีความเป็นอิสระค่อนข้างสูงในด้านบริหารจัดการ รวมถึงการหาทุนวิจัยด้วย) การสนับสนุนจากภาคเอกชนนั้นไม่เน้นการให้เงินมาเพื่อผลิตสินค้าตามโจทย์ แต่ส่วนมากเป็นการสร้างนักศึกษาปริญญาเอกโดยให้ทำวิจัยในหัวข้อที่บริษัทสนใจ บริษัทเอกชนในเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่จะมีหน่วยวิจัยและพัฒนา (Research & Development, R&D) ของตัวเองจริงๆที่เป็นตัวรองรับมันสมองจากภาควิชาการ (ไม่ใช่เรียกหน่วยควบคุมคุณภาพ (Quality Control, QC) ว่าเป็นหน่วย R&D) ดังนั้นก็จะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันไปมาระหว่างหน่วยงานวิจัยในมหาวิทยาลัยและในบริษัท การที่นักศึกษาได้เห็นหรือได้ร่วมศึกษากับหน่วยวิจัยของบริษัทเอกชนก็เป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการที่จะสร้างบริษัทของตนเองได้ในทางอ้อม  จากประสบการณ์ของผู้เขียนเมื่อถามเพื่อนหรือนักศึกษาปริญญาเอกที่นี่ว่าจบปริญญาเอกแล้วอยากทำงานอะไร ปรากฏว่าเกือบ 100% ตอบว่าอยากทำงานในบริษัทเอกชนหรือทำงานอิสระ ผิดกับที่เมืองไทยที่คำตอบก็จะเป็นว่า อยากทำงานสอนหรือวิจัยในมหาวิทยาลัย (เพราะไม่มีทางเลือกอื่น !)

 

                   ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนคิดว่าการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมฐานงานวิทยาศาสตร์นั้นมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้งานวิจัยสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับสังคมและส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติในที่สุด การส่งเสริมนั้นควรจะต้องทำให้ถูกทิศทาง เหมาะสม และสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่เรามีอยู่ เพื่อให้เกิดแรงส่งในการพัฒนา เรามีตัวอย่างให้เรียนรู้มากมายจากหลายๆประเทศ แต่การนำมาประยุกต์ใช้กับสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมของเราเองนั้นต้องทำอย่างรู้จักตัวเอง การส่งเสริมจากทุกภาคส่วนนั้นมีความสำคัญโดยเฉพาะจากรัฐบาลและภาคเอกชน ข้อต่อที่สำคัญคือขั้นตอนการเปลี่ยนจากงานวิจัยไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากทั้งฝั่งวิทยาศาสตร์และธุรกิจ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าหากคนไทยทำจุดนี้ได้ก็จะสามารถผลิตนวัตกรรมเพื่อสังคมออกมาได้ไม่น้อยหน้าชาติอื่นๆ

 

เอกสารอ้างอิง :

 

[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Netherlands

[2] http://www.worldstopexports.com/flower-bouquet-exports-country/

[3] https://www.worldatlas.com/articles/the-american-food-giant-the-largest-exporter-of-food-in-the-world.html

[4] http://www.wipo.int/pressroom/en/articles/2017/article_0006.html

[5] http://www.bbc.com/news/technology-27021291

[6] https://www.sciencealert.com/solar-roads-in-the-netherlands-are-working-even-better-than-expected

[7] https://en.volkerwessels.com/en/projects/detail/plasticroad

[8] https://www.micronit.com/microfluidics.html

[9] http://www.nanonextnl.nl/

[10] https://www.utwente.nl/mesaplus/industry/workshops/

[11] https://www.utwente.nl/en/business/

[12] http://www.uva.nl/en/faculties/faculteit-der-natuurwetenschappen-wiskunde-en-informatica/innovation-and-impact/spin-offs/spin-offs.html

[13] http://www.ru.nl/imm/outreach/business-relations/

[14] https://www.amsterdamsciencepark.nl/science-meets-business/startup-village/

[15] https://www.cwi.nl/innovation/research-themes

[16] https://www.uu.nl/en/research/collaboration/entrepreneurship

[17] http://www.europeandigitalforum.eu/index.php/component/attachments/attachments?id=329&task=view

 

เครดิตภาพ :

 

www.government.nl

https://www.cropscience.bayer.com/en/stories/2017/high-tech-helpers-for-tomorrows-agriculture-precision-farming-is-the-future

https://tribune.com.pk/story/353869/high-tech-agriculture-the-extraordinary-profits-of-hydroponic-vegetable-farming/

https://urbanagtech-digest.ongoodbits.com/2016/07/23/issue-8-high-tech-low-tech-and-the-urban-ag-comunities-that-use-them-both

https://www.micronit.com/microfluidics/point-of-care--lithium-monitoring-chip.html

http://en.solaroad.nl/

http://trends.directindustry.com/project-16033.html

https://www.wur.nl/en/show/Wageningen-best-university-in-The-Netherlands-1.htm

https://www.bol.com/nl/p/going-dutch/666804909/

http://williamdesmas.com/a-guide-to-create-a-business-idea-that-is-faisable/

 

ข้อมูลผู้เขียน:

 

 

นายมนต์ชัย จิตรวิเศษ ได้รับทุนการศึกษาในโครงการ พสวท.ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงศึกษาธิการ รุ่นที่ 21 จบการศึกษาฟิสิกส์ระดับปริญญาตรีและโทจากภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ (Ionic liquids at interfaces) ที่ห้องปฏิบัติการวิจัย Nanoionics (ปัจจุบัน Bioelectronics) University of Twente ประเทศเนเธอร์แลนด์

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด