การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา

13 มีนาคม 2561

 

                 ถึงผู้เขียนจะเป็นคนรุ่นเก่า ก็มิอาจไม่ยอมรับว่าสมาร์ทโฟน (smartphone) หรือที่จะขอเรียกไทย ๆ สั้น ๆ ว่า “มือถือ”มีความสำคัญ แต่กับคนรุ่นใหม่แล้ว ดูเหมือนจะยังน้อยไป มือถือน่าจะมีความสำคัญมาก ถึงมากที่สุด ผู้เขียนเคยเห็นวัยรุ่นหญิง 3-4 คน ชวนกันมาเที่ยวห้าง แล้วเข้ามาจับจองโต๊ะในร้านกาแฟเดียวกับผู้เขียน แต่แทนที่จะได้ยินเสียงเม้าท์กันกระจายตามประสาเพื่อนสนิทจากโต๊ะนี้ กลับเป็นว่าเงียบกริบ  เพราะแต่ละคนควักมือถือออกมาโดยพร้อมเพรียง แล้วก้มหน้าก้มตาเล่นของใครของมัน  (อย่างนี้นั่งเล่นบ้านใครบ้านมันก็น่าจะได้)

 

                 อย่างที่ทราบกันดีว่า iPhone นั้นเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เกิดจากมันสมองอัจฉริยะของสตีฟ จ็อบส์และทีมงานที่บริษัท Apple  กระจกกอริลลา (gorilla glass) ของบริษัท Corning ก็ได้เกิดเพราะสตีฟ จ็อบส์เช่นกัน

 

 

 

รูปที่ 1 แผนภาพแสดงองค์ประกอบหลักเฉพาะส่วนหน้าจอของมือถือ ในที่นี้ ITO คือ Indium Tin Oxide, PSA คือ Pressure-sensitive Adhesive และ LCD คือ Liquid Crystal Display (ดัดแปลงจาก:http://www.yalescientific.org/2014/04/metal-fever/)

 

 

                 มีเรื่องเล่าว่าเมื่อ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) คิดทำ iPhone รุ่นแรกออกขายนั้น จ็อบส์ได้ให้ความสำคัญกับกระจกหน้า (cover glass) ด้วย (รูปที่ 1) ไม่อยากใช้พลาสติกเพราะเป็นรอยขีดข่วนง่าย แต่ก็ไม่อยากใช้กระจกธรรมดาทั่วไป เพราะแตกง่าย มีคนแนะนำว่าน่าจะลองไปคุยกับบริษัท Corning ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ชื่อว่า Chemcor เป็นกระจกที่มีความแข็งแกร่งและเบากว่ากระจกธรรมดา ใช้กันแพร่หลายในรถยนต์ ในเครื่องบินและในเครื่องครัวต่างๆ  จ็อบส์จึงได้บินข้ามประเทศไปที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท Corning ที่นิวยอร์ค แจ้งกับเว็นเดล วีคส์ (Wendel Weeks) CEO ของบริษัทว่าเขาต้องการกระจกหน้าของ iPhone ที่มีความแข็งแรงทนทานกว่ากระจกทั่วไป และต้องการเป็นจำนวนมาก ภายใน 6 เดือน วีคส์ให้ข้อมูลว่าอันที่จริงนักวิจัยของบริษัทได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนากระจกแบบใหม่ที่ต่อยอดมาจากกระจก Chemcor เรียกว่ากระจกกอริลลา แต่ยังไปไม่ถึงขั้นคิดกระบวนการผลิตทำออกมาเป็นจำนวนมากในเชิงอุตสาหกรรม (volume production) กระนั้นก็ตาม ด้วยบุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนไม่ประนีประนอมและเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง จ็อบส์ตัดสินใจสั่งทำกระจกหน้าด้วยกระจกกอริลลาเป็นจำนวนมากทันที พร้อมกับบอกวีคส์ก่อนบินกลับว่า “อย่ากังวลไปเลย ผมเชื่อว่าคุณทำได้”   บริษัท Corning ผลิตกระจกกอริลลาสำหรับอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จในปีพ.ศ. 2549 iPhone ถูกนำออกเผยโฉมครั้งแรกตอนต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 และออกวางตลาดตอนปลายเดือนมิถุนายนในปีเดียวกัน กระจกกอริลลารุ่งเรืองนับแต่นั้นมา

 

 

 

รูปที่ 2 สตีฟ จ็อบส์ CEO ของบริษัท Apple กำลังถือ iPhone ที่นำออกมาเผยโฉมต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่นครซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2550 (ที่มารูป: https://www.biography.com/news/steve-jobs-first-generation-iphone)

 

 

                 บริษัท Corning ตั้งอยู่ที่เมือง Corning ในมลรัฐนิวยอร์คของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2394 เป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตแผ่นกระจกที่ใช้เป็นฐานรองของจอภาพแบบแบนชนิดผลึกเหลว (จอ LCD), ใยแก้วนำแสงใช้ในงานโทรคมนาคม, เซรามิคใช้ทำไส้กรองของเครื่องยนต์ และวัสดุชนิดพิเศษ เช่นกระจกกอริลลา เป็นต้น มีพนักงานรวม 40,700 คน และมีรายได้สุทธิ 3,695 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 1.16 แสนล้านบาท ในปีพ.ศ. 2559)  กระจกกอริลลาเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งของแผนก Specialty Materials  ที่ทำรายได้งามให้กับบริษัท Corning เพราะมีบริษัทใหญ่ๆนับ 40 บริษัท เช่น Apple, Samsung, Acer, Sharp และ Sony เป็นต้น นำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ของพวกตนมากกว่า 1,800 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งขายไปได้แล้ว 5,000 ล้านเครื่อง เช่นถูกเอาไปทำเป็นหน้าจอของมือถือ (นับ 10 ยี่ห้อ กว่า 300 รุ่น), ของแท็บเล็ต (นับ 10 ยี่ห้อ), ของโทรทัศน์ (เช่นโซนี่ บราเวีย) หรือของกล้องถ่ายรูป (เช่นไลก้ากับแคนนอน) เป็นต้น

 

คุณสมบัติสำคัญของกระจกหน้าจอมือถือก็คือ

  1. ต้องใสและบาง (บางกว่า 1 มิลลิเมตร) เพราะความบางของตัวเรือนมือถือเป็นจุดขายหนึ่งที่สำคัญ เกี่ยวเนื่องกับทั้งความสวยงาม ความกะทัดรัด น้ำหนักเบา และ ดีต่อการทำเป็นจอสัมผัส เพราะมีหลักการพื้นฐานอยู่ว่ายิ่งกระจกหน้าจอบาง ความแม่นยำและความไวของการรับรู้การสัมผัสของชั้นตรวจจับการสัมผัสที่อยู่ข้างใต้กระจกหน้าจะเพิ่มขึ้น
  2. ต้องมีความแข็ง (hardness) สูง แต่ต้องโค้งงอได้มากด้วย (รูปที่ 3)  ตกจากความสูงมากกว่า 1 เมตรลงบนพื้นแล้วไม่ควรแตกง่าย และ
  3. ต้องเป็นรอยขูดขีดยาก (scratch resistance) สำหรับการใช้งานทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน

 

 

 

รูปที่ 3 การทดสอบความสามารถในการโค้งงอได้ (flexibility test) ของกระจกกอริลลารุ่นที่ 2 ในห้องปฏิบัติการวิจัยของบริษัท Corning แสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะหนาเพียง 0.7 มิลลิเมตร แต่เมื่อถูกกดตรงกลางลงไปเป็นระยะ 7 เซนติเมตร กระจกกอริลลา 2 ก็ยังไม่แตก ต่างกับกระจก soda-lime ความหนาเท่ากันที่จะแตกที่ระยะกดลงไปเพียง 1.4 เซนติเมตรเท่านั้น สามารถดูการทดลองเปรียบเทียบนี้ได้ที่: https://www.corning.com/gorillaglass/in/en/videos/how-corning-tests-gorilla-glass.html

 

 

                 กระจกที่เราคุ้นเคยมากที่สุด เพราะพบเห็นอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ขวดแก้ว, แก้วน้ำ, กระจกหน้าต่างฯลฯ เป็นชนิดที่เรียกว่ากระจกโซดาไลม์ (soda-lime glass) เพราะในกระบวนการผลิตจะมีการเติมโซเดียมคาร์บอเนต  (Na2CO3หรือ Soda) และ แคลเซียมออกไซด์ (CaOหรือ Lime) รวมกันประมาณ 21-24% (โดยน้ำหนัก) ลงไปผสมกับซิลิกา (silica : SiO2)ที่มีสัดส่วนประมาณ 73-74 % ที่เหลืออีกประมาณ 2 % เป็นสารประกอบอื่นๆเช่น Al2O3, K2O, MgO, Fe2O3 และ TiO2 [1]

 

                 กระจกที่เราคุ้นเคยรองลงมาก็คือกระจกโบโรซิลิเกต (borosilicate glass)เนื่องจากมีจุดหลอมเหลวสูงและมีสัมประสิทธิ์การขยายตัว (coefficient of expansion) ต่ำกว่ากระจกชนิดแรก จึงถูกนำมาใช้ทำภาชนะแก้วทนความร้อนต่างๆ เช่นภาชนะแก้วบีกเกอร์ (beaker) ใช้ในงานทางวิทยาศาสตร์ หรือชามแก้ว pyrexใช้ในงานครัวเป็นต้นOtto Schott นักเคมีและนักผลิตแก้วชาวเยอรมันเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นในช่วงปีพ.ศ. 2343-2353โดยใช้โบรอนไตรออกไซด์ (boron trioxide : B2O3) ผสมแทน soda กับ lime กระจกโบโรซิลิเกตจะมีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิกาประมาณ 70 – 80% และมีองค์ประกอบรองเป็น B2O3ประมาณ 7 – 13% นอกเหนือจากนั้นจะเป็นส่วนประกอบของ Na2O, K2O และAl2O3 ในปริมาณเล็กน้อย

 

 

 

 

รูปที่ 4 กระจกหน้า (windshield) ของรถสปอร์ต Ford GT ทำจากกระจกกอริลลาเนื่องมาจากจุดเด่นในเรื่องของความแข็งแรงทนทานและการมีน้ำหนักเบา (ที่มารูป:https://www.youtube.com/watch?v=ZIG1EziaQ2Q)

 

 

                 แต่กระจกกอริลลา เป็นกระจกที่ตั้งต้นจากกระจกชนิดอลูมิโนซิลิเกต (aluminosilicateglass) ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิกาประมาณ 60 %และมีองค์ประกอบรองเป็นอลูมิเนียมออกไซด์  (aluminium oxide : Al2O3)ประมาณ 16-18 % ที่เหลือเป็นสารประกอบ CaO, MgO, BaO, B2O3, SrOและ Na2O องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้กระจกชนิดนี้มีความแข็ง(hardness)สูงโดยกำเนิด ซึ่งสูงกว่ากระจกทั้งสองชนิดที่กล่าวมาแล้ว (จากการทดสอบด้วยวิธีการของนู๊ป  หรือ Knoop hardness testing)สามารถทนทานต่ออุณหภูมิสูง กล่าวคือมีจุดอ่อนตัว (softening point) อยู่ที่ 910 เซลเซียส (ของกระจกโซดาไลม์อยู่ที่ 726 เซลเซียส และของกระจกโบโรซิลิเกตอยู่ที่ 820 เซลเซียส) และมีอัตราการขยายตัวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่ำจึงนิยมใช้กระจกชนิดนี้ทำหลอดแก้วทนไฟใช้ในเตาเผา ใช้ในการผลิตหลอดฮาโลเจน-ทังสเตน ใช้ทำเป็นกระจกหน้าต่างของยานกระสวยอวกาศ หรือใช้ในงานที่มีการเชื่อมประสานแก้วกับโลหะ เป็นต้น  กระจกอลูมิโนซิลิเกตนั้นผลิตยากกว่ากระจกโบโรซิลิเกต

 

                 อย่างไรก็ตามมีการค้นพบวิธีทำให้กระจกอลูมิโนซิลิเกตแตกและเป็นรอยขูดขีดยากยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวคือนักวิจัยของบริษัท Corning ค้นพบว่าถ้ากระจกถูกทำให้เกิดความเค้น (stress) กระจกจะทนทานการแตกและการเกิดรอยขูดขีดได้ดียิ่งขึ้น วัสดุที่เป็นของแข็งส่วนใหญ่จะเกิดความเค้นขึ้นเมื่อถูกแรงบีบอัด แต่เมื่อหยุดออกแรง ความเค้นก็จะหายไปด้วย แต่กระจก (หรือแก้ว)จะแตกต่างออกไป โดยหลักการของวิชาอุณหพลศาสตร์ (Thermodynamics) และการพิจารณาถึงระดับโมเลกุล กระจก (หรือแก้ว) ไม่ได้เป็นของแข็ง(solid) เหมือนอย่างที่ตาเห็นแต่ก็ไม่ได้เป็นของเหลว (liquid) เช่นกัน  ถึงแม้มนุษย์จะรู้จักนำกระจกมาทำเป็นภาชนะต่างๆตั้งแต่ยุคของกรีกโบราณ ไม่ต่ำกว่าสองพันปีมาแล้ว  แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังเข้าใจกระจกน้อยกว่าวัสดุอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของความเค้นของกระจก ทั้งนี้เพราะว่า ถึงแม้จะหยุดให้แรงกระทำกับกระจกแล้ว แต่ความเค้นในกระจกก็ยังคงหลงเหลืออยู่ เรียกว่า residual stress ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ส่วนหัวของ Prince  Rupert’s drop มีความแข็งเป็นพิเศษ [2]  ปัจจุบันนักฟิสิกส์ยังพยายามค้นหาทฤษฎีที่สมบูรณ์ของเรื่อง residual stress ในกระจกกันอยู่ [3]

 

 

    

 

รูปที่ 5  (ซ้าย) หยดแก้วคล้ายลูกอ๊อดที่เรียกว่า Prince Rupert’s drop มีส่วนหัวที่แข็งมาก ถูกกดด้วยน้ำหนักมากกว่า 15 ตันก็ยังไม่แตก (ที่มารูป: https://imgur.com/gallery/JYzr6) แต่ (ขวา)  เมื่อเพียงใช้คีมหักส่วนปลายสุดของหางผอมเรียวที่อยู่ห่างจากส่วนหัวมาก หยดแก้วจะระเบิดเป็นเศษเล็กเศษน้อยไล่จากปลายหางไปหาส่วนหัว (ที่มารูป: https://futurism.com/prince-ruperts-drop-video/) สามารถชมคลิปภาพเคลื่อนไหวช้าของปรากฏการณ์นี้ได้ที่ [4]

 

                 วิธีการที่บริษัท Corning ใช้ทำให้เกิดความเค้นในกระจกก็คือ นำแผ่นกระจกอลูมิโนซิลิเกตไปจุ่มในสารละลายเกลือโปตัสเซียม (KNO3) ร้อนที่มีอุณหภูมิระดับ 400 เซลเซียส ความร้อนจะปลดปล่อยไอออนโซเดียม (Na+) ออกจากผิวกระจก แล้วถูกแทนที่ด้วยไอออนโปตัสเซียม (K+)เรียกว่าเป็นการสับเปลี่ยนไอออน (ion exchange)ซึ่งจะทำให้เกิดความเค้นขึ้นที่ชั้นผิวของกระจก เพราะไอออนโปตัสเซียมซึ่งมีปริมาตรมากกว่าไอออนโซเดียมประมาณ 2.5 เท่าได้เข้าไปเบียดแทรกอยู่ในโครงสร้างเดิม (รูปที่ 6) ชั้นผิวของกระจกจึงกลายเป็นเหมือนเสื้อเกราะ บริษัท Corning เรียกนวัตกรรมนี้ว่ากระจกกอริลลา ปัจจุบันกระจกกอริลลาได้รับการพัฒนาถึงรุ่นที่ 5 แล้ว ซึ่งออกสู่ตลาดเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 มีความทนทานยิ่งกว่ากระจกกอริลลารุ่นที่ 4 ที่ถูกนำออกอวดโฉมเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ข้อแตกต่างสำคัญของกระจกกอริลลาทั้ง 2 รุ่นนี้ก็คือถ้าเอากระจกกอริลลา 5 ไปทำกระจกหน้ามือถือแล้วปล่อยให้ตกจากความสูง 1.6 เมตร 100 ครั้ง 80 ครั้งจะไม่แตก แต่ของกระจกกอริลลา 4 ผ่านการทดสอบดังกล่าวที่ความสูง 1 เมตรเท่านั้น

 

 

 

รูปที่ 6 แผนภาพแสดงกระบวนการสับเปลี่ยนไอออน Na+กับ K+ ทั้งโซเดียมและโพแทสเซียมเป็นธาตุในหมู่โลหะแอลคาไลที่เข้าทำปฏิกิริยาได้ว่องไวมากเหมือนกัน (ที่มารูป: http://msepgl.postech.ac.kr/index.php/glasses-for-optoelectronics/)

 

 

                 บางท่านอาจคิดว่าเมื่อความแข็งมีความสำคัญมาก ทำไมไม่ใช้แซฟไฟร์ (sapphire) เสียเลยล่ะ เรื่องนี้มีข้อเด่นข้อด้อยที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าแซฟไฟร์สังเคราะห์ซึ่งก็คือผลึกอลูมิเนียมออกไซด์ (Al2O3) มีจุดเด่นตรงที่แข็งกว่ากระจกกอริลลามาก  กล่าวคือในขณะที่กระจกกอริลลามีระดับความแข็งตามมาตราความแข็งของโมห์ส(Mohs) เท่ากับ 6.8 แซฟไฟร์มีระดับความแข็งตามมาตราความแข็งของโมห์สถึง 9  จึงเกิดรอยขูดขีดได้ยากกว่ามาก  แต่แซฟไฟร์ก็มีข้อด้อยหลายอย่าง  เช่นผลิตยากกว่า ใช้เวลานานกว่า (4,000 เท่า) เพราะการหลอมแก้วเพื่อเอาไปทำกระจกกอริลลาซึ่งเป็นวัสดุอสัณฐาน (amorphous) ย่อมง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าการปลูกผลึกแซฟไฟร์เพื่อเอาไปทำเป็นกระจกหน้าชิ้นใหญ่ที่สมบูรณ์ จึงสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิตมากกว่า (100 เท่า) มีราคาแพงกว่า (3-4 เท่า) นอกจากนั้นกระจกกอริลลายังเบากว่า (ประมาณ 0.6 เท่า) ใสกว่าและโค้งงอได้มากกว่าอีกด้วย เหมาะใช้ทำมือถือหรือแท็บเล็ตที่มีแนวโน้มจะบางลงๆมากกว่าเพราะถ้าตัวเรือนโค้งงอเล็กน้อยตอนบังเอิญถูกนั่งทับ กระจกหน้าจะได้ไม่แตก จึงน่าจะสรุปได้ว่าแซฟไฟต์นั่นจะเหมาะมากกับการเอาไปทำกระจกครอบหน้าปัดของนาฬิกาข้อมือยี่ห้อหรูสำหรับ niche market แต่คงไม่เหมาะกับการเอามาใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคเช่นมือถือและแท็บเล็ต

 

                 ถึงแม้จะมีคู่แข่งโผล่ขึ้นมาหลายรายแล้วตอนนี้ เช่นกระจก Dragontrail  ของบริษัท Asahi ประเทศญี่ปุ่น, กระจก Dinorex  ของบริษัท Nippon Electric Glass ประเทศญี่ปุ่น และกระจก Xensation ของบริษัท Schottประเทศเยอรมนี เป็นต้น แต่ปัจจุบันกระจกกอริลลาก็ยังคงครองตลาดประมาณ 80 % ในเรื่องของกระจกแข็งพิเศษใช้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ทั้งๆที่บริษัท Corning มีขนาดธุรกิจเล็กกว่าบางบริษัทคู่แข่งด้วยซ้ำ อาวุธลับสำคัญของบริษัท Corning ก็คือ การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) บริษัท Corning มีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและมีพัฒนาการไม่เคยหยุดยั้งเพราะบริษัทได้ตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีที่แล้ว (พ.ศ. 2451) ซึ่งถือเป็นแห่งแรกๆในสหรัฐอเมริกาสำหรับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังทุ่มงบประมาณอย่างต่อเนื่องมากกว่าบริษัทคู่แข่ง อย่างเช่นในปีพ.ศ. 2559 ยอดงบประมาณด้าน R&D ของบริษัท Corning คือ 637 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท) บริษัทมีห้องปฏิบัติการวิจัย 17 แห่ง ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, จีน, อินเดีย, ฝรั่งเศส, ไต้หวัน, เกาหลีใต้ และเยอรมนี [5] ประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงโอวาทของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนที่ได้กล่าวไว้ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมาที่ว่า “ไม่มีขนมไส้อร่อยหล่นจากฟ้า ถลกแขนเสื้อ เดินหน้าลงมือทำ” หรืออาจพูดได้อีกอย่างสำหรับผู้ประกอบการไทยว่า“ไม่ลงทุนทำการวิจัยและพัฒนาเองเสียแต่วันนี้ จะเกิดมีนวัตกรรมดีๆของบริษัทตัวเองได้อย่างไรในวันหน้า”

 

เอกสารอ้างอิง

1.มารู้จักชนิดของแก้วกันนะครับ :http://kimtechgasket-typeofglass.blogspot.com/2012/10/blog-post.html.

2.H. Aben, et al., “On the Extraordinary Strength of Prince Rupert’s Drops”, Manuscript accepted by Appl. Phys. Lett., http://aip.scitation.org/doi/am-pdf/10.1063/1.4971339.

3.M. Ballauff, J. M. Brader, S. U. Egelhaaf, M. Fuchs, J. Horbach, N. Koumakis, M. Krüger, M. Laurati, K. J. Mutch, G. Petekidis, M. Siebenbürger, Th. Voigtmann, and J. Zausch,“Residual Stresses in Glasses”, Physical Review Letters 110(2013)215701(1)-215701(5).

4. Mystery of Prince Rupert's Drop at 130,000 fps - Smarter Every Day 86, ที่: https://www.youtube.com/watch?v=xe-f4gokRBs.

5. Don Beynon, “Corning: Gorilla Glass Is Great But A Small Part of Revenue” (Jan. 7.18), ที่: https://seekingalpha.com/article/4135778-corning-gorilla-glass-great-small-part-revenue.

 

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด