มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

23 สิงหาคม 2561

 

1.บทนำ

 

        ในสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ในการประชุม BRIC Business Forum ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ มีใจความบางตอนที่น่าสนใจ ดังนี้ “หนึ่งในสองปัจจัยของพลังสำคัญในการขับเคลื่อนโลกคือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง มีผลต่อการพัฒนาประเทศ และต่อระบบโลกในที่สุด เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ใครก็หยุดไม่ได้ ต้องเกาะติดนวัตกรรมและโอกาสพัฒนา.......ตั้งแต่อดีตกาล วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือแรงผลักดันสำคัญของมนุษยชาติ ผลักดันให้เกิดอารยธรรมเกษตรสู่อารยธรรมอุตสาหกรรม บัดนี้โลกมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง สิ่งใหม่กำลังเกิดและแทนที่ของเก่า เป็นกระบวนการที่ยากลำบากและเจ็บปวด หากประเทศใดยึดฉวยโอกาสเหล่านี้ไว้ได้ จะเติบโตและช่วยให้ประชาชนมีชีวิตดีกว่าเดิม” [1]  ประเทศจีนโชคดีที่มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มาแล้วหลายรุ่น วันนี้จีนจึงทำเองได้หมดไม่ว่าจะเป็นห้องแล็บอวกาศเทียนกง-2 (มีโครงการจะส่งยานสำรวจดวงจันทร์และดาวอังคาร), ดาวเทียมสื่อสารแบบควอนตัม Micius ซึ่งเป็นดวงแรกของโลก (ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559), กล้องโทรทรรศน์วิทยุเทียนแยน (หรือ FAST) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่หุบเขาในมณฑลกุยโจว, เครื่องเร่งอนุภาค BEPC ที่กรุงปักกิ่ง (มีแผนการจะสร้างเครื่องใหม่ใหญ่กว่าเครื่องที่ CERN ของยุโรป 2 เท่า), รถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง, เครื่องบินโดยสาร C99, เครื่องบินรบแบบสเตลท์ J-20 ฯลฯ จึงไม่แปลกที่จีนฉวยโอกาสได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สายได้อย่างฉลุย เช่นบริษัท หัวเหว่ย, เสี่ยวหมี่ หรือ ออปโป้ เป็นต้น ซึ่งในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ทั้งสามบริษัทของจีนทำยอดขายสมาร์ตโฟนทั่วโลกได้รวมกันถึง 115.5 ล้านเครื่อง หรืออุตสาหกรรมพลังงานทดแทนอย่างเซลล์แสงอาทิตย์ที่ในปีพ.ศ. 2560 อันดับที่ 1 และ 2 ของบริษัทผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นบริษัทของจีนทั้งคู่ คือ JinkoSolar (รายได้ในปีพ.ศ. 2559 คือ 3.22 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีคนงานมากกว่า 15,000 คน) และ Trina Solar (รายได้ในปีพ.ศ. 2559 คือ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีคนงาน 13,556 คน)

 

2.เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

 

        เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวปาฐกถาวาระ 45 ปี 14 ตุลาคม ในหัวข้อ ประชาธิปไตยกับความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งบางตอนได้กล่าวว่า “….ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเห็นว่าต้องเร่งแก้ไข เพราะเหมือนระเบิดเวลา พร้อมจะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจได้ทุกเมื่อ มีอย่างน้อย 3 เรื่อง

 

        เรื่องแรกคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ  คนไทย 10% ที่มีรายได้สูงสุดและต่ำสุด มีรายได้ห่างกันถึง 22 เท่า, คนไทยมากกว่า 75% ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ขณะที่โฉนดกว่า 61% อยู่ในมือคนแค่เพียง 10% และเด็กไทยกว่า 6 แสนคน ต้องหลุดจากระบบการศึกษา เพียงเพราะผู้ปกครองไม่มีเวลาและเงินไม่พอส่งลูกเรียน

 

        เรื่องที่สองนั้นช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตวนเวียนอยู่ในระดับ 4% สะท้อนการลดลงที่ชัดเจน ขณะที่คู่แข่งในภูมิภาคพัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และถ้าไม่เร่งพัฒนา เป็นไปได้ว่าไทยอาจไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ มองอนาคตยิ่งท้าทาย เพราะไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

 

        เรื่องที่สามกลไกและบทบาทของภาครัฐไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กรณีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันต่างจากอดีตมาก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่ง สถาบันด้านเศรษฐกิจหลายส่วนที่เคยออกแบบไว้ในอดีต อาจไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศภายใต้บริบทใหม่ ให้สอดคล้องกับจังหวะการเดินหน้าของประเทศ.........[2]

 

        ใจความหลักก็ไม่ได้ต่างกันมากจากการบรรยายเรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อนาคตประเทศไทย เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของ ดร. ปรเมธี  วิมลศิริ เมื่อตอนยังเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ [3] ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของประเทศหลายประการที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางการบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บางปัญหาเหล่านั้นได้แก่ความเหลื่อมล้ำคนรวย คนจน / คนในเมือง-คนชนบท ขยายตัว, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษายังอยู่ในอันดับต่ำ, การเรียนรู้และการศึกษาของคนไทยยังมีปัญหาเชิงคุณภาพ, การผลิตทรัพยากรมนุษย์ของชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไร้ซึ่งเป้าหมาย และความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอย รูปที่ 1 แสดงหลักฐานว่าปัญหาด้านการศึกษา (ใช้คะแนน PISA คณิตศาสตร์เป็นดัชนี) และความสามารถในการแข่งขันของเราอ่อนแอหรือไม่เพียงใด

 

 

รูปที่ 1 เปรียบเทียบการจัดอันดับของ IMD สำหรับปีพ.ศ. 2560 ด้านความสามารถในการแข่งขัน, การใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา, เงินทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยี, ความสำเร็จการศึกษาระดับสูง, การวัดผลการศึกษา PISA ด้านคณิตศาสตร์ และข้อมูลเสริมด้านจำนวนประชากรกับมูลค่าผลิตภัณฑ์ในประเทศ (GDP) ต่อหัวประชากรของประเทศไทยกับอีก 5 ประเทศ (รวบรวมจาก IMD World Digital Competitiveness Ranking 2017, IMD World Competitiveness Center, ที่ :https://www.imd.org/globalassets/wcc/docs/release-2017/world_digital_competitiveness_yearbook_2017.pdf).

 

        ประเทศไทยมีสภาพัฒน์ (สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี) มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2493 และนับจากปีนั้นจนถึงปีนี้มีนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศมาแล้วตั้ง 27 คน ….......................แล้วเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

 

        ในรูปที่ 1 ยังแสดงให้เห็นข้อมูลอันดับของการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (research and development หรือ R&D) และของเงินทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยีของแต่ละประเทศด้วย เพราะมีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับคุณภาพของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นความจริงที่น่าเศร้าว่าการลงทุนด้าน R&D ของประเทศต่ำเตี้ยมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นเขา จากรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่าการขาดวิสัยทัศน์นี้ย้อนหลังไปไกลถึงปีพ.ศ. 2539 การวางรากฐานของประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถูกปล่อยตามยถากรรมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับทศวรรษ ประเทศสหรัฐอเมริการู้มากว่า 60 ปีแล้วว่า R&D ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (การใช้จ่ายด้าน R&D ของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ระดับ 2.44 %GDP ในปีพ.ศ. 2539 และ 2.79 %GDP ในปีพ.ศ. 2558)

 

        ในปีพ.ศ. 2528 ประเทศสิงคโปร์ประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ สวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่ยังคงสดใส รัฐบาลจึงได้ขอให้คณะกรรมการ Economic Review Committee ทบทวนนโยบายและกลยุทธ์ต่างๆเสียใหม่  ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 คณะกรรมการได้เสนอรายงานชื่อ “The Singapore Economy : New Directions” ที่อธิบายถึงสาเหตุของปัญหาและเสนอแผนผังเส้นทางใหม่ ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญก็คือการลงทุนทางด้าน R&D อย่างจริงจัง หลังจากนั้นรัฐบาลสิงคโปร์ก็โฟกัสไปที่เรื่อง R&D ทำให้ประเทศสิงคโปร์กลายเป็นที่ชื่นชอบของบรรษัทข้ามชาติและมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆเข้ามาตั้งศูนย์ R&D และกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงอื่นๆ ทำให้คนสิงคโปร์มีงานดีๆทำ เศรษฐกิจของประเทศก้าวสู่ Knowledge-based Economy อย่างสมบูรณ์ในที่สุด [4]

 

        อีกประเทศที่น่าทึ่งไม่แพ้สิงคโปร์ และอาจจะเป็นแม่แบบด้วยซ้ำก็คือประเทศอิสราเอล ประเทศเล็กๆที่มีประชากรน้อยกว่าไทยประมาณ 8 เท่า และมีพื้นที่เพียงประมาณ 1 ใน 25 ของไทย แถมกว่าครึ่งเป็นทะเลทราย รายรอบด้วยประเทศที่เป็นศัตรูมากกว่าเป็นมิตร แต่เศรษฐกิจของประเทศเข้มแข็งมาก องค์การสหประชาชาติจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศ “Very Highly Developed” ด้วยเพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรมากนอกจากคน  อิสราเอลจึงให้ความสำคัญมากกับการศึกษา และ R&D อิสราเอลเป็นประเทศที่ประชากรมีการศึกษาสูงที่สุดในโลก มหาเศรษฐีบิลล์ เกตส์ เจ้าของ Microsoft เคยกล่าวไว้ว่า “The quality of education is one of the key factors that made Israel so unique.” และค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D Expenditure) อยู่แถวๆ 4 %GDP มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 (ในปีพ.ศ. 2539 อยู่ที่ระดับ 2.60 %GDP) โดยในปีพ.ศ. 2560 ขึ้นไปสูงที่สุดในโลกที่ค่า 4.25 %GDP  มีบรรษัทข้ามชาติมากกว่า 250 บรรษัทเข้าไปตั้งศูนย์ R&D (รูปที่ 3) ซึ่งรวมถึงบริษัท IT ชั้นนำเกือบทุกบริษัท ตั้งแต่ IBM, Microsoft จนถึง Deutsch Telekom กับ SAP เป็นประเทศที่มีธุรกิจ start-up มากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร [5] เช่นในปีพ.ศ. 2558 เพียงปีเดียว มี high-tech start-up เกิดใหม่ถึง 1,400 บริษัท   ค่า GDP per Capita ในปีพ.ศ. 2559 ของอิสราเอลคือ 37,292.61 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท)

 

 

 

 

รูปที่ 2 เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D expenditure, % of GDP ในแกนตั้ง) ของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ระหว่างปีพ.ศ. 2539- 2558 (จาก : https://www.theglobaleconomy.com/Thailand/Research_and_development/, https://www.theglobaleconomy.com/Singapore/Research_and_development/, และ https://www.aaas.org/news/data-update-us-and-eu-rd-budgets-remain-flat-asian-investment-decelerates ตามลำดับ)

 

 

รูปที่ 3 แผนผังแสดงตำแหน่งของศูนย์ R&D ของบรรษัทข้ามชาติบางส่วนที่ตั้งกระจัดกระจายกันทั่วประเทศอิสราเอล บริษัท Intel เข้ามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2517 มีการจ้างงานมากที่สุดเพราะมีศูนย์ R&D 4 ศูนย์ และโรงงานผลิตชิปอีก 1 แห่ง [6] ศูนย์ R&D เป็นวิธีการสำคัญที่จะใช้ประโยชน์ผู้ที่มีอัจฉริยะภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ

 

3.เขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

 

        ไต้หวัน ประเทศเล็กๆที่มีพื้นที่และประชากรน้อยกว่าประเทศไทย 14 และ 3 เท่าตามลำดับ (พ.ศ. 2561) แต่เป็นที่หนึ่งของโลกในการผลิตไมโครอิเล็กทรอนิกส์ชิป หรือ ไมโครชิป (microchip) ทำให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเจริญรุ่งเรืองอย่างที่สุด นำเงินตราเข้าประเทศมากมาย พลเมืองของประเทศมีสายงานอาชีพที่ได้ใช้ความรู้และทักษะขั้นสูงหลากหลายให้เลือกทำ และมีรายได้ดี (GDP per Capita ของปีพ.ศ. 2560 เท่ากับ 24,318.00 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 807,844 บาท ส่วนของประเทศไทยคือ 6,125.66 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 203,494 บาท)............ไต้หวันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

 

 

รูปที่ 4 ดร. คว็อกทิงลี (Kwoh-Ting Li หรือ K. T. Li : 28 มกราคม พ.ศ. 2453 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2544) เป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของปาฏิหาริย์แห่งเศรษฐกิจไต้หวัน และพ่อทูนหัวของเทคโนโลยี (Godfather of Technology) ของไต้หวัน (ที่มารูป : https://www.gettyimages.com/detail/news-photo/portrait-of-economist-and-politician-dr-k-t-li-who-is-a-news-photo/167648967#/portrait-of-economist-and-politician-dr-kt-li-who-is-a-senior-advisor-picture-id167648967)

 

        เมื่อปีพ.ศ. 2516 ตอนปลายสมัยของประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค  รัฐบาลได้สถาปนาสถาบัน R&D ขึ้นมา ชื่อว่า Industrial Technology Research Institute (ITRI) เพื่อเป็นหัวหอกในการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมของประเทศที่เป็นแบบพึ่งพิงแรงงานไปเป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี แต่เมื่อผ่านไปแล้วประมาณ 10 ปี ยังไม่เกิดผลประจักษ์ตามเป้าหมาย รัฐบาลต่อมาของประธานาธิบดีเจียงจิงกว๋อ (Chiang Ching-Kuo เป็นบุตรชายของประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างพ.ศ. 2521-2531) จำเป็นต้องหาทางแก้ไข ในปีพ.ศ. 2528 ได้มอบหมายให้ ดร. K. T. Li (รูปที่ 4) ที่ปรึกษาประธานาธิบดี  ไปทาบทามให้ ดร. มอร์ริส จาง (รูปที่ 5) มาเป็นประธานของสถาบัน ITRI  ดูผิวเผินก็เหมือนการตัดสินใจระดับรัฐบาลในเรื่องปกติธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่จริงๆแล้วกลับไม่ธรรมดาเลย เพราะได้กลายเป็นการพลิกโฉมหน้าการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไต้หวันไปตลอดกาล

 

 

รูปที่ 5 ดร. มอร์ริส จาง (Morris Chang) ผู้ซึ่งนิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 ยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมที่สุดของโลก ดูประวัติเพิ่มเติมของท่านได้ที่ภาคผนวก (ที่มารูป : http://uk.reuters.com/article/uk-asia-chips-foundries-idUKBRE8520ET20120603)

 

        หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ดร. จางเริ่มกระตุ้นความกระฉับกระเฉงขององค์กรของรัฐแห่งนี้ที่เคยเชื่อตามๆกันมาว่า “เข้าง่าย ออกยาก” ด้วยการตั้งกฎการประเมินพนักงานเสียใหม่ ใครได้คะแนนต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ จะถูกภาคทัณฑ์ และ ถ้าไม่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้จะถูกเชิญออก เมื่อถูกฉุดออกจาก comfort zone อย่างนี้ ย่อมเกิดปฏิกิริยาตอบโต้เป็นธรรมดา ปรากฏว่าดร.จางถูกหนังสือร้องเรียนมากมาย แต่รัฐบาลไม่ได้เส้นตื้น ตรงกันข้าม กลับหนุนหลังดร. จางมากขึ้น เมื่อต่อมาดร. K. T. Li มาบอกว่าท่านประธานาธิบดีอยากให้ช่วยทำโครงการจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านเซมิคอนดักเตอร์

 

        ดร. จางเคยเล่าในตอนหลังว่า “เป็นข้อเสนอที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้”  แต่ก็หนักใจเพราะมองเห็นว่าไต้หวันยังมีความอ่อนแอในหลายด้านสำหรับวงการนี้ เช่นด้าน R&D, ด้านการออกแบบวงจรรวม (Integrated Circuit, IC) หรือไมโครชิป, ด้านการตลาด และ ด้านทรัพย์สินทางปัญญา แต่ยังพอมีต้นทุนอยู่บ้างด้านการผลิตเวเฟอร์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เพราะเมื่อปีพ.ศ. 2518 รัฐบาลได้ไปขอซื้อสิทธิ์การใช้เทคโนโลยีของบริษัท RCA ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ แต่เมื่อถึงเวลานี้ ผ่านไปแล้ว 10 ปี เทคโนโลยีของ RCA ก็ล้าหลังกว่าของบริษัทชั้นนำในเวลานั้นอย่างเช่น Texas Instruments (TI) หรือ Intel ไปแล้วถึง 2 เจนเนอร์เรชัน

 

        แต่ประสบการณ์ประมาณ 3 ทศวรรษในวงการอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ดร. จางมองเห็นโอกาส เมื่อตอนยังทำงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา มีลูกจ้างของบริษัทหลายคนที่มีความสามารถในการออกแบบวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ อยากจะออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะติดปัญหาในการว่าจ้างโรงงานผลิตที่มีในเวลานั้นทำออกมาเป็นไมโครชิปให้ ครั้นจะตั้งโรงงานเอง ก็หาเงินทุนสนับสนุนไม่ได้  ในช่วงปีพ.ศ. 25232533  มีบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่เรียกกันว่า fabless semiconductor company อยู่ประมาณ 50 แห่ง (ปัจจุบันมีนับพันบริษัท) คือเป็นบริษัทขนาดเล็กที่เก่งในเรื่องการออกแบบวงจรไมโครชิป แต่ไม่มีโรงงานผลิตไมโครชิปที่คนในวงการมักเรียกกันว่า wafer fab หรือ fab (ย่อมาจากคำว่า wafer fabrication) ของตัวเอง บริษัทเหล่านี้เมื่อออกแบบวงจรเสร็จแล้วก็ต้องไปว่าจ้างบริษัทใหญ่ๆที่มี wafer fab ของตัวเอง เป็นผู้ผลิตให้ เช่นFujitsu, IBM, NEC, TI หรือ Toshiba บริษัทใหญ่ๆเหล่านี้มักตั้งเงื่อนไขที่บริษัท fabless รู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น ถ้าไมโครชิปชนิดนี้ที่มาว่าจ้างผลิตประสบความสำเร็จ ขายดี บริษัทใหญ่มีสิทธิ์ที่จะผลิตออกมาขายด้วยโดยติดยี่ห้อของตัวเอง  หรือบริษัท fabless ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง ไมโครชิปของบริษัท fabless จะได้ทำก็ต่อเมื่อสายการผลิตของบริษัทใหญ่พอมีช่วงว่างเท่านั้น

 

        ดร. จางจึงปรับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยไต้หวันจะทำ pure-play foundry คือ wafer fab ที่รับจ้างผลิตไมโครชิปเท่านั้น เมื่อผลิตเสร็จก็ส่งมอบทั้งหมดคืนให้ลูกค้าไปทำการตลาดเอง ไม่มีการผลิตขายแข่งกับลูกค้า มุ่งมั่นเรื่องคุณภาพและการตรงต่อเวลา แสดงให้ลูกค้าเห็นชัดๆว่า “ความสำเร็จของลูกค้าก็คือความสำเร็จของบริษัท” ด้วยกลยุทธ์เช่นนี้ บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company, Ltd. (TSMC) ได้เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2530 ที่เมืองชินจู ด้วยงบลงทุน 220ล้ านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.3 พันล้านบาท) ที่ครึ่งหนึ่งมาจากรัฐบาลไต้หวัน และอีกครึ่งหนึ่งมาจากนักลงทุนภายนอก รวมถึงการได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ดร. จางนั่งควบทั้งตำแหน่งประธานบริษัทและ CEO (ดร. จางก้าวลงจากตำแหน่งประธานของสถาบัน ITRI ในปีพ.ศ. 2537) การเกิดขึ้นของ TSMC กลายเป็นการเปลี่ยนธรรมเนียมของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง เกิดบริษัทสตาร์ทอัพที่เป็นพวกfabless อย่างคึกคัก เพราะสามารถเข้าสู่วงการได้ด้วยเงินทุนเพียง 2 3 ล้านเหรียญสหรัฐ แทนที่จะเป็น 200 300 ล้านเหรียญสหรัฐเหมือนดังแต่ก่อน มีบริษัทชั้นนำในปัจจุบันหลายบริษัทที่ได้เกิดก็เพราะการเกิดมาของ TSMCเช่น Broadcom และ Qualcomm บริษัทผู้บุกเบิกด้านโทรคมนาคม, Nvidia และ ATI Technologies ผู้นำตลาดด้านหน่วยประมวลผลทางด้านกราฟิค หรือ Marvell บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย เป็นต้น แม้แต่บริษัท Intel บางครั้งก็เอาท์ซอร์ซ (outsource) มาให้ TSMC ผลิตไมโครชิปบางชนิดให้เพราะต้นทุนถูกกว่าทำเอง  ในปีพ.ศ. 2559 TSMC ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน 9,275 ชนิด ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ต่างกัน  249 อย่าง ให้แก่ลูกค้า 449 ราย

 

        ในเชิงธุรกิจ TSMC รุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ หลังผ่านไป 10 ปี คือในปีพ.ศ. 2540 TSMC เป็นบริษัทแรกของไต้หวันที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค   ในปีพ.ศ. 2553 TSMC มีรายได้ประมาณ 13.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปีพ.ศ. 2559 รายได้ประจำปีเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30 พันล้านเหรียญสหรัฐ  ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 TSMC มีมูลค่าหลักทรัพย์ (market cap) แซงหน้าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเช่น Intel ได้เป็นครั้งแรก กล่าวคือของ Intel มีมูลค่า 165.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน TSMC มีมูลค่า 168.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ในปีพ.ศ. 2554 TSMC มีมูลค่าหลักทรัพย์ที่ประมาณ 70 พันล้านเหรียญสหรัฐ)  เป็นที่ทราบกันในวงการว่า TSMC เป็นโรงหล่อเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor foundry) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  พนักงานของTSMC ในปีพ.ศ. 2559 มีจำนวน 46,968 คน

 

 

รูปที่ 6 สำนักงานใหญ่ของ TSMC ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ชินจู (ที่มารูป : http://www.eco-business.com/news/tsmc-earns-taiwans-first-green-factory-label/)

 

        ด้วยการตัดสินใจของรัฐบาลที่ถูกต้องและมีความแน่วแน่มั่นคง ผนวกกับความสามารถของดร. จาง บัดนี้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันมีพื้นฐานที่มั่นคงอย่างยิ่งสำหรับ

        ก) การเข้าฉกฉวยโอกาสจากเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (emerging technologies) เช่นเรื่องปัญญาประดิษฐ์  (AI), ยานยนต์ไร้คนขับ และ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เป็นต้น  หลังจากที่ฉกฉวยโอกาสได้สำเร็จเป็นอย่างดีจากการผลิตไมโครชิปให้กับอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สายที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

        ข) การต่อกรกับการแย่งชิงลูกค้าที่ดุเดือดจากบริษัทคู่แข่งอย่างเช่น Samsung Electronics เป็นต้น

 

4. เมกะโปรเจ็กต์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

        เมื่อไม่นานมานี้ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า “........การยกระดับอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องเริ่มหันมาให้ความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น ด้วยเพราะโลกที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่เดินหน้าอยู่ทุกวัน เป็นเหตุผลให้ไทยจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้เทคโนโลยีสนับสนุนไม่ได้.....” [7]  ท่านคงไม่ได้พูดเพียงเพราะกำลังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านรู้ซึ้งดีว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำคัญกับความก้าวหน้าของประเทศอย่างไร เพราะท่านก็เคยเรียนสายวิทยาศาสตร์ (เภสัชศาสตร์บัณฑิต)มาก่อน และไปใช้เวลาหลายปีอยู่ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาจนจบปริญญาเอกด้านการตลาด

 

        แต่เราจะยืนอยู่บนขาของตัวเองในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างไร ในเมื่อนอกจากผู้บริหาร / ผู้กำหนดนโยบายที่ผ่านมาจะไม่ได้ดูแลอุ้มชูเรื่องนี้ของประเทศอย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่องยาวนานพอ ดังกล่าวแล้วตอนต้น ยังไม่เคยกำหนดทิศทางที่แน่ชัดอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นประเทศลงทุนไปไม่น้อยทุกปี ส่งนักศึกษาไทยไปเรียนสายวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศ แต่ไม่มีแผนที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าให้ไปเรียนเอาความรู้และประสบการณ์เรื่องอะไร เพื่อกลับมาทำอะไร คล้ายบริษัทขายเครื่องถ่ายเอกสารส่งพนักงานไปเทรนที่ญี่ปุ่น ทางเจ้าภาพที่ญี่ปุ่นส่งพนักงานคนนั้นไปเทรนเรื่องรถเกี่ยวข้าว เมื่อกลับมาก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดกับบริษัท แต่ถ้าในระหว่างที่พนักงานยังอยู่ที่ญี่ปุ่น บริษัทเปิดแผนกขายรถเกี่ยวข้าวขึ้นมา ก็จะกลายเป็นบริษัทได้ประโยชน์ แต่สิ่งนี้ไม่เกิดกับประเทศของเรา ในอีก 5ปีข้างหน้าจะมีนักศึกษาของโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ที่ไปเรียนด้านเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) กลับมาประมาณ 40 คน (ที่กลับมาแล้วมีประมาณ 10 คน) คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เหล่านี้ล้วนมีมันสมองเป็นเลิศ ไปได้รับการศึกษาและฝึกฝนมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายปี  แต่เมื่อเรียนจบกลับมาบ้าน จะให้พวกเขาทำอะไร ไม่เคยมีแผนรองรับใดๆ ไปหางานกันเอาเอง งานอะไรก็ได้ขอเพียงให้อยู่ในประเทศ หน่วยงานผู้ให้ทุนก็พอใจแล้ว  น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าจะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และยังจะทำลายความหวังและความตั้งใจดีของทุนมนุษย์รุ่นใหม่ที่มีค่าเหล่านี้ของประเทศ เพราะตำแหน่งในมหาวิทยาลัยก็เต็มกันเสียส่วนใหญ่แล้ว และสายงาน R&D ด้านเทคโนโลยีควอนตัมก็ไม่เคยถูกคิดทำให้มีขึ้นในสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใดของประเทศ

 

        นโยบาย Thailand 4.0 จะบรรลุเป้าหมายนำพาประเทศเข้าสู่ยุคก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างไร ถ้าฐานรากคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศยังคงอยู่ในยุค 0.6

 

        ผู้อ่านบางท่านอาจจะอยากแซวผู้เขียนแล้วว่า ก็ดีแต่ตำหนิ ไม่เห็นเสนอทางออกอะไรบ้างเลย ผู้เขียนเห็นด้วยครับ ก็จะขอเสนอเลยว่า  รัฐบาลประกาศทำเมกะโปรเจ็กต์ไปหลายโครงการแล้ว ขอให้ทำ “เมกะโปรเจ็กต์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” บ้าง เช่น ศูนย์ R&D ด้านการทำความเย็นแบบครบวงจร ประเทศไทยเป็นประเทศร้อน แต่ทั้งคนและอุตสาหกรรมด้านอาหารชอบความเย็น ทำไมเราไม่ทำให้ตัวเราเก่งเรื่องการทำความเย็นเสียเลยละ และ/หรือ ศูนย์ R&D ด้านตัวเก็บพลังงาน (Energy Storage) แบบครบเครื่อง ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ซึ่งตัวเก็บพลังงานมีที่ต้องใช้หลายแห่ง เช่นแบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานหลักของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ/หรือศูนย์ R&D ด้านเซนเซอร์ (sensor) ทุกรูปแบบ ด้วยว่า AI, IoT หรือ หุ่นยนต์ จำเป็นต้องใช้เซนเซอร์หลายชนิด ฯลฯ แต่ต้องเป็นศูนย์ R&D ที่ทำเรื่องที่ล้ำหน้าสุดเขตแดนความรู้ หรือ frontier science & technology R&D เกี่ยวข้องกับวิทยาการขั้นสูง (จะทำอะไรตอนนี้ก็จะตามหลังเขาทั้งนั้น เพราะที่ผ่านมามัวแต่โอ้เอ้วิหารราย ดังนั้นจะทำอะไรต่อจากนี้จำเป็นต้องเล่นของยาก และจะเป็นการกระตุ้นมหาวิทยาลัยขึ้นสู่ระดับ world class ด้วย) ต้องใช้บุคลากรที่มีศักยภาพสูง (เป็น career path ที่ชัดเจนของคนหนุ่มสาวที่ชอบและถนัดงานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) และที่สำคัญ  ต้องเป็นเรื่องที่มีโอกาสสูงที่จะเกิดนวัตกรรมขั้นสูง (deep tech innovation) ที่เป็นจุดกำเนิดของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (high-value products) เพื่อการวางรากฐานอุตสาหกรรมอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง  อาจคล้ายกับการตั้งศูนย์วิจัยด้านเทคโนโลยีควอนตัม (Centre for Quantum Technologies, CQT) [8,9] หรือ ศูนย์วิจัยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Research Institute of Singapore, SERIS) [10,11] ของประเทศสิงคโปร์  ที่รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ เริ่มต้นด้วยอาคารพร้อมครุภัณฑ์วิจัยที่จำเป็นครบครัน และงบประมาณประจำปีอีกในเรือน 500 ล้านบาท กับ 1,000 ล้านบาท ตามลำดับ

 

        แต่ต้องอย่าลืมว่า “เทคโนโลยีของพรุ่งนี้พึ่งพาฟิสิกส์ของวันนี้” ดร. จางเคยให้สัมภาษณ์ว่าที่ท่านประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วที่บริษัท Texas Instruments จากตำแหน่งวิศวกรในแผนกหนึ่ง  จนขึ้นไปจ่อตำแหน่งประธานบริษัท  แก้ปัญหาการผลิตให้บริษัทได้หลายอย่าง และสร้างทรานซิสเตอร์ใหม่ให้บริษัทจนขายดิบขายดี  ก็เพราะท่านมีพื้นความรู้ทางฟิสิกส์ที่ดี [12] หรือถ้าไม่มีวิชากลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) และวิชาฟิสิกส์ของของแข็ง (Solid State Physics) จะเกิดยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง จากหลอดไส้ไปเป็นตัวLED อย่างปัจจุบันนี้ได้ไหม [13]  ความเข้มแข็งของวิชาฟิสิกส์เป็นความจำเป็นสำหรับการพยายามยืนให้ได้บนขาของตัวเองในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

 

เอกสารอ้างอิง

 

[1] ชาญชัย คุ้มปัญญา, “วิสัยทัศน์โลกในอีก 10 ปีข้างหน้าของสีจิ้นผิง”, คอลัมน์:สถานการณ์โลก, หน้า 9, นสพ. ไทยโพสต์,ฉบับวันที่ 30กรกฎาคม 2561.

[2] ลิ้งค์อ้างอิง file:///C:/Users/S400CA/Desktop/‘ประสาร’ชี้ระเบิดเวลา%20แฉศก.ไทย‘ป่วยเรื้อรัง’!.html

[3] ดร. ปรเมธี  วิมลศิริ, “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อนาคตประเทศไทย เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”, หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 6 ปี 2559, วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2559 ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ., ที่ file:///C:/Users/SONY/Desktop/ยุทธศาสตร์ชาติ-ดร.ปรเมธี.pdf.

[4] Hang Chang Chieh, Low Teck Seng and Raj Thampuran (Eds.), “The Singapore Research Story”, World Scientific Publishing, Singapore, 2016.

[5] Dan Senor and Saul Singer, “Start-up Nation : The Story of Israel’s Economic Miracle”, Twelve, New York, 2011.

[6] Think Act : Lessons From the Start-up Nation, file:///C:/Users/S400CA/Desktop/tab_start_ups_israel_final.pdf.

[7] “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปูพรมรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”,คอลัมน์สถานีอีอีซี, หน้า 6, นสพ. ไทยโพสต์,ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม 2561.

[8] “สัมภาษณ์นักฟิสิกส์ควอนตัมไทยรุ่นใหม่”, 9 มกราคม 2561, คอลัมน์ข่าวพิเศษ, ในเว็บไซต์ http://www.thep-center ของศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์.

[9] Annual Report 2017, Centre for Quantum Technologies (CQT), https://quantumlah.org/media/presentation/annualreport2017.pdf.

[10]Annual Report 2016, Solar Energy Research Institute of Singapore (SERIS), http://www.seris.nus.edu.sg/doc/publications/Annual-Reports/1_SERIS_AR2016.pdf.

[11] Annual Report 2017, Solar Energy Research Institute of Singapore (SERIS),http://www.seris.sg/doc/publications/Annual-Reports/SERIS_AR2017.pdf.

[12] Oral history interview : Morris Chang, http://www.semi.org/en/oral-history-interview-morris-chang.

[13] “บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง”, 18 มีนาคม 2558, คอลัมน์ฟิสิกส์อุตสาหกรรม/นวัตกรรมฐานฟิสิกส์, ในเว็บไซต์ http://www.thep-center ของศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์.

 

ภาคผนวก : ประวัติย่อของดร. มอร์ริส จาง

 

        ดร. จาง ไม่ได้เป็นคนไต้หวันโดยกำเนิด เพราะเกิดที่เมืองหนิงปัว มณฑลเจ้อเจียง บนจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปีพ.ศ. 2474 มีชื่อเดิมว่าจางจงโหมว (Zhang Zhongmou) เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น อายุ 17-18 ปี การเมืองในประเทศจีนก็กำลังวุ่นวายพอดี  พ่อจึงส่งไปอยู่กับญาติที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ท่านเรียนจบปริญญาตรีและโทด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัย MIT ในปีพ.ศ. 2495 และ 2496 ตามลำดับ ในปีพ.ศ. 2498 ได้เข้าทำงานที่บริษัท Sylvania Semicinductor โดยภารกิจแรกที่ได้รับมอบหมายคือการเพิ่มอัตราความสำเร็จในการผลิตทรานซิสเตอร์ชนิดเยอรมเนียมให้สูงขึ้นกว่าเดิม แต่เนื่องจากไม่ได้เรียนจบมาทางด้านนี้โดยตรง ดร. จางจึงต้องศึกษาหาความรู้เรื่องสารกึ่งตัวนำ (semiconductor) ด้วยตนเอง  โดยพึ่งพาตำราฟิสิกส์ชื่อ “Electrons and Holes in Semiconductors with Applications to Transistor Electronics” เขียนโดย William Shockley นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปีพ.ศ. 2499 จากความสำเร็จในการประดิษฐ์คิดค้นทรานซิสเตอร์ (ร่วมกับนักฟิสิกส์เพื่อนร่วมชาติอีก 2 คน คือ John Bardeen กับ Walter Brattain)

 

        ต่อมาในปีพ.ศ. 2501 ได้ย้ายไปทำงานกับบริษัท Texas Instruments (TI) บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกด้านการออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม (IC) ต่างๆ (ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2473)  ซึ่งเพียงปีกว่าก็ได้แสดงฝีมือจนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการแผนกพัฒนาทรานซิสเตอร์ชนิดเยอรมเนียมที่มีลูกน้องเป็นวิศวกรประมาณ 20 คน (รูปที่ 7)ในปีพ.ศ. 2504 TI ได้ให้ทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จนจบการศึกษาในปีพ.ศ. 2507 แล้วกลับTI ประมาณในปีพ.ศ. 2513 ดร. จางได้ก้าวขึ้นเป็นรองประธานบริษัทที่ดูแลธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมดของ TI  แต่ต่อมา TI กลับโยกให้ไปรับผิดชอบงานที่ไม่สำคัญ เพราะถ้าเลื่อนขั้นครั้งต่อไป ก็มีเหลือแต่ตำแหน่งประธานบริษัทเท่านั้น  เมื่อรู้สึกว่าคับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ในปีพ.ศ. 2526 จึงได้ยื่นใบลาออกทั้งๆที่ยังไม่มีที่ทำงานใหม่ ในปีพ.ศ.  2527 บริษัท General Instrument Corporation ได้มาติดต่อให้ไปรับตำแหน่งประธานบริษัท โดยควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการด้วย

 

 

รูปที่ 7  ดร.จางเมื่อครั้งยังทำงานอยู่ที่บริษัท Texas Instruments (ที่มารูป : http://www.computerhistory.org/fellowawards/hall/morris-chang/)

 

        แต่ในปีพ.ศ. 2528 ได้ตัดสินใจทิ้งความร่ำรวยและความสุขสบายในสหรัฐอเมริกามาทำงานที่ไต้หวัน คนรู้จักมีแต่คัดค้าน รวมทั้งภรรยา (Christine Chen) ด้วย (ต่อมาหย่าขาดจากกัน) แล้วในที่สุดคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ถือสัญชาติอเมริกันก็ได้กลายเป็น “บิดาแห่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน ” เป็นฮีโร่ที่คนไต้หวันยกย่องนับถือ  เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ด้วยวัย 87 ปี ดร. จาง ได้ประกาศการเกษียณตัวเองจากทุกตำแหน่งอย่างเป็นทางการโดยขอใช้เวลาบั้นปลายกับตัวเองและครอบครัว (ภรรยาคนปัจจุบันชื่อ Sophie Chang ไม่มีบุตรด้วยกัน) หลังตรากตรำทำงานอย่างหนักเป็นหัวหอกพัฒนาสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันมาตลอด 33 ปี

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด