การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์

9 พฤศจิกายน 2561

 

 

  

 

รูปที่ 1(ก) สิงคโปร์ในอดีต (ที่มารูป : http://www.robertsonquay.com/singapore-river.html และ https://www.pinterest.com/pin/486107353508021198/

 

 

รูปที่ 1(ข) สิงคโปร์ในปัจจุบัน (ที่มารูป : http://www.changiairport.com/en/airport-experience/attractions-and-services/free-singapore-tour.html)

 

1.บทนำ

 

        จักรภพอังกฤษได้เริ่มแผ่ขยายการล่าอาณานิคมมาถึงแหลมมลายู เมื่อปี พ.ศ.  2329 เกาะสิงคโปร์ถูก Sir Thomas Stamford Raffles ผนวกเข้าไปอยู่ในอาณัติของอังกฤษเมื่อปีพ.ศ. 2362  โดยถูกใช้เป็นท่าเรือและโกดังของบริษัทอินเดียตะวันออก เมื่อจักรภพอังกฤษกลับมาใหม่ในปีพ.ศ. 2488 หลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาะสิงคโปร์ได้รับสถานะเป็นอาณานิคมในพระองค์ (Crown Colony) แยกต่างหากจากส่วนอื่นของมลายู หลังอังกฤษมอบเอกราชคืนให้แหลมมลายูเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2500 เกาะสิงคโปร์เข้ารวมกับสหพันธรัฐมาเลเซีย เช่นเดียวกับซาราวัคและบอร์เนียวเหนือในปีพ.ศ. 2506  แต่จากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรค UMNO ที่มีตนกู อับดุล ราห์มัน (Tunku Abdul Rahman) เป็นประธานพรรค ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียด้วย (ท่านเป็นลูกครึ่งไทย-มาเลย์ โดยมีมารดาเป็นชาวไทยเชื้อสายมอญ เมื่อตอนเด็กๆเคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนเทพศิรินทร์) กับพรรค People’s Action Party (PAP) ที่มีนายลีกวนยู (Lee Kuan Yew) เป็นเลขาธิการพรรคซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งในเกาะสิงคโปร์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2502ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508 (ในยุคที่จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง) รัฐสภามาเลเซียลงมติเป็นเอกฉันท์ให้อับเปหิสิงคโปร์ออกจากสหพันธรัฐฯ ดังนั้นในวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปีจึงถือเป็นวันชาติของสาธารณรัฐสิงคโปร์ แต่ทั้งประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ยังคงเป็น 2 ใน 53 สมาชิกของเครือจักรภพแห่งประชาชาติ (Commonwealth of Nations) ที่มีประเทศอังกฤษเป็นผู้นำ

 

 

รูปที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อปีพ.ศ. 2502 นายลีกวนยูเป็นนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพ.ศ. 25022533 คือตั้งแต่ก่อนการแยกประเทศด้วยซ้ำ และเป็นเลขาธิการพรรค PAP ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2497- 2535 สามารถพัฒนาให้สิงคโปร์เปลี่ยนจากประเทศด้อยพัฒนาในโลกที่สามเป็นประเทศพัฒนาแล้วในโลกที่หนึ่งได้ภายใน 1 ชั่วอายุคนเท่านั้น และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยติดอันดับต้นๆของโลก (อันดับที่ 6 ในปีพ.ศ. 2560 ในขณะที่ประเทศไทยรั้งอันดับ 96 จากทั้งหมด 180 ประเทศ) ซึ่งในระหว่างช่วงเวลา 31 ปีที่นายลีกวนยูเป็นนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีประมาณ 10 คน (นับที่ตัวบุคคล ไม่ได้นับจำนวนครั้งที่ดำรงตำแหน่ง) จากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึง พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (ที่มารูป : https://www.straitstimes.com/opinion/a-journey-of-tears-through-the-national-museum)

 

2. S&Tเพื่อเสริมแกร่งภาคอุตสาหกรรม

 

        ในช่วงที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เศรษฐกิจของสิงคโปร์ดำเนินไปได้ด้วยดีจากการเป็นท่าเรือเปิด มีการค้าขายสินค้าเกษตรเช่น ยาง, มะพร้าวแห้ง, ดีบุก และไม้ซุง เป็นต้น ส่วนอุตสาหกรรมก็เป็นแบบพึ่งพิงแรงงาน เช่นจำพวกสิ่งทอ, วิกผม, วิทยุทรานซิสเตอร์ และ การแยกชิ้นส่วนเรือ  แต่ครั้นเมื่อถูกปล่อยเกาะจริงๆในปีพ.ศ. 2508  มาเลเซียไม่ใช้สิงคโปร์เป็นท่าเรือรับ-ส่งสินค้าอีกต่อไป ไปใช้ท่าเรือของตัวเอง สิงคโปร์ไม่ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องการระบายสินค้า สินค้าของสิงคโปร์ที่จะผ่านเข้ามาเลเซียเสียภาษีที่แพงขึ้น สิงคโปร์จำเป็นต้องหาตลาดเอง เฉพาะตลาดในประเทศนั้นเล็กเกินไป แต่ผลิตภัณฑ์ของสิงคโปร์ก็เป็นพวก low-tech ไม่สามารถไปแข่งขันในตลาดโลกได้ สิงคโปร์จำเป็นต้องปรับปรุงคุณภาพสินค้าของตนอย่างจริงจัง แต่ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology หรือ S&T) ยังคงอยู่ในระดับพื้นฐาน สมัยนั้นบนเกาะสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัยอยู่ 2 แห่งโดยแห่งหนึ่งเป็นวิทยาเขตของ University of Malaya มีเปิดสอนแต่คณะแพทย์ศาสตร์กับนิติศาสตร์ (อีกวิทยาเขตอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์) เพราะเป็นเขตท่าเรือเปิด มีคนต่างชาติและสินค้าเข้าออกพลุกพล่าน และอีกแห่งคือ Nanyang University ที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยน ใช้หลักสูตรตามแบบจีน สอนเป็นภาษาจีน และวิทยาลัยครูกับวิทยาลัยเทคนิคอีกอย่างละ 1 แห่ง [1]  ตอนนั้นอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ก็ยังคงอยู่ในรูปแบบธุรกิจครอบครัว  เจ้าของกิจการอาจจะทำมาค้าขายเก่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่ไม่ได้มีการศึกษาสูง รัฐบาลจำเป็นต้องกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของ S&T ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องการว่างงานของคนหนุ่มสาวที่จบการศึกษาออกมาทุกปี

 

        ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504 รัฐบาลสิงคโปร์ได้ก่อตั้ง Economic Development Board (EDB) ขึ้นมาโดยให้อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง [ต่อมาเปลี่ยนไปอยู่กับกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ซึ่งตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2522] รัฐบาลได้ใช้ EDB เป็นหัวหอกในการหาทางดึงนักลงทุนต่างชาติ, พัฒนาทุนมนุษย์, ปรับปรุงการศึกษา และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ในปีพ.ศ. 2506 EDB ได้ตั้งหน่วยงานย่อยขึ้นมา 2 หน่วย คือ Light Industries Services (LIS) กับ Industrial Research Unit (IRU) โดย LIS มีหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในแทบทุกมิติให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั้งหลายของคนสิงคโปร์ที่ตอนนั้นมีประมาณ 2,000 ราย เช่นช่วยในเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์, เทคนิคการผลิต ฯลฯ รวมถึงการกู้ยืมเพื่อการลงทุน ส่วน IRU จะรับช่วงปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการมีหน่วยซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องมือและหน่วยทดสอบมาตรฐานวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์

 

        ในขณะเดียวกันชุมชนวิทยาศาสตร์ก็พยายามสร้างวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ (Science Culture) ขึ้นมา  ช่วยกันกระตุ้นให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของ S&T ต่อการพัฒนาประเทศ ในช่วงนั้นได้เกิดสมาคมด้านวิทยาศาสตร์ขึ้นอย่างคึกคัก เช่น บัณฑิตยสภาทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, สมาคมครูวิทยาศาสตร์ และ บัณฑิตยสภาทางเคมีแห่งชาติเป็นต้น รวมถึงมีการพูดคุยกันรื่องสภาวิทยาศาสตร์ (Science Council) ซึ่งในที่สุดได้เกิดขึ้นจริงในปีพ.ศ. 2510 โดยรัฐบาลมอบหมายให้ดร. โต๊ะชินไช (Toh Chin Chye) ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล และมี ดร. ลีคุมทัต (Lee Kum Tatt) เป็นประธาน ดร. โต๊ะเป็นคนสิงคโปร์คนแรกที่ได้ปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ คือด้านสรีรวิทยา (Physiology) เมื่อปีพ.ศ. 2492 จากประเทศอังกฤษ ส่วนดร. ลีคุมทัตได้รับปริญญาเอกด้านเคมีจาก University of Malaya ในปีพ.ศ. 2498หลังเกิดสภาวิทยาศาสตร์ไม่นานก็เกิดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถูกกำหนดให้มีหน้าที่บริหารจัดการกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหลายของประเทศโดยมี ดร. โต๊ะเป็นรัฐมนตรีคนแรก ดร.โต๊ะ เป็นคณะรัฐมนตรีเพียงคนเดียวขณะนั้นที่มีปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์

 

        แต่เอาเข้าจริงๆกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็เป็นเหมือนกับเป็ดง่อย ไม่มีทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ที่เพียงพอจะทำพันธกิจได้ เช่นมีงบประมาณที่สามารถจัดสรรเป็นทุนวิจัยได้เพียง 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 2.35 ล้านบาท) ขณะนั้นประเทศยังไม่มีพิมพ์เขียวของการพัฒนา S&T (มามีพิมพ์เขียวแรกในปีพ.ศ. 2534) มีเพียงคำพูดของนายกรัฐมนตรี ลีกวนยูที่ว่า “….. and it is of utmost importance that, in the field of science and technology, we should lead the field in this part of the world.”  แต่ในทางปฏิบัติภาครัฐไม่ได้กระตือรือร้นที่จะพัฒนา S&T ของชาติอย่างเอาจริงเอาจัง [2]  ในที่สุดในปีพ.ศ. 2524 หลังเกิดขึ้นมาได้เพียงประมาณ 14 ปี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ถูกยุบ  หน่วยงานต่างๆถูกโอนไปให้กระทรวงศึกษาธิการ (คือ สถาบันที่ให้การศึกษาหลังมัธยมศึกษาต่างๆและ ศูนย์ฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น), กระทรวงสุขภาพ (คือ แผนกต่างๆที่เกี่ยวกับการให้บริการทางวิทยาศาสตร์) และกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (เช่นสภาวิทยาศาสตร์, คณะกรรมการเปลี่ยนเป็นระบบเมตริก, หน่วยมาตรวิทยาและการกำกับดูแลด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น)

 

        หน่วยงานที่ทำหน้าที่ R&D ได้ดีก็คือ IRU ของ EDB ที่ในปีพ.ศ. 2512 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Singapore Institute of Standards and Industrial Research (SISIR) และในปีพ.ศ. 2516 ได้แยกออกมาเป็นหน่วยงานอิสระมีพันธกิจหลักในการให้การสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นทั้งเล็กและใหญ่ กระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นถึงความสำคัญของการควบคุมคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ ดำเนินการทดสอบและออกใบรับรองคุณภาพสินค้า และทำR&Dเพื่ออุตสาหกรรม ดร. ลีคุมทัตซึ่งเป็นประธานของ SISIR ในปีพ.ศ. 2516-2528 ได้ผลักดันให้ SISIR มีบทบาทในการวิจัยเชิงนวัตกรรม (Innovative Research) โดยหลีกทางให้การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (Creative Research) เป็นบทบาทของมหาวิทยาลัย ในความเห็นของดร. ลีคุมทัตการวิจัยทั้งสองด้านมีความแตกต่างกันดังนี้ “นวัตกรรม (innovation) ก็คือการที่คุณเอางานของคนอื่นมาปรับปรุง ถ้าปรับปรุงแล้วมันดีขึ้น นี่คือนวัตกรรม ถ้ายังเหมือนเดิม มันคือการลอกเลียนแบบ และถ้าเลวลง คุณก็สูญเงินเปล่า การสร้างสรรค์ (creativity) คือการที่คุณทำบางอย่างขึ้นมาใหม่ ก่อนหน้านั้นมันไม่เคยมีอยู่มาก่อน การสร้างสรรค์จึงยากกว่ามาก ผมจึงเลือกที่จะไปทางนวัตกรรม”  SISIR ได้ตั้งศูนย์วิจัยต่างๆขึ้นมาเพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรมดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของคำว่า “Made in Singapore” เช่น Materials Technology and Application Centre, Microprocessor Applications Centre, Food Technology Centre, Design and Product Development Centre โดยมี Industrial R&D Incubator Centre ทำหน้าที่ช่วย SME จัดตั้งหน่วย R&D ขึ้นมาในองค์กรของตัว

 

        นอกจากจะพยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติแล้ว EDB ยังให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งศักยภาพของแรงงานที่มีทักษะ โดยระหว่างปีพ.ศ. 2515-2525 ได้จัดตั้งสถาบันฝึกอบรมร่วมกับ MNC (Multinational Corporation หรือ บรรษัทข้ามชาติ) ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เช่น ศูนย์ฝึกอบรมร่วม Tata-รัฐบาล (พ.ศ. 2515), Rollei-รัฐบาล (พ.ศ. 2516), Philips-รัฐบาล (พ.ศ. 2518) เป็นต้น ในปีพ.ศ. 2526 ได้มีการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมอีก 3 แห่งคือ 1) Japan-Singapore Technical Institute (JSTI) โดยเป็นหลักสูตรฝึกอบรม 2 ปีด้าน Industrial Electronics Engineering และ Mechatronics ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของโลกที่มีโปรแกรมฝึกอบรมด้าน Mechatronics อย่างเป็นเรื่องเป็นราว, 2) German-Singapore Institute (GSI) เพื่อให้การฝึกอบรม “technologist (นักเทคโนโลยี)” ซึ่งทาง EDB ให้นิยามว่า technologist หมายถึงเทคนิเชี่ยน หรือเจ้าหน้าที่เทคนิคที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ปัจจุบันคำว่า technologist ถูกนำไปใช้เรียกนักศึกษาที่เรียนจบจากวิทยาลัยเทคนิค (Polytechnic) ทุกแห่งในสิงคโปร์ และ 3) French-Singapore Institute (FSI) เพื่อให้การฝึกอบรม technologist เน้นด้านอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาในปีพ.ศ. 2536 EDB ได้ส่งมอบทั้ง 3 สถาบันฝึกอบรมนี้ให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของวิทยาลัย Nanyang Polytechnic

 

3. S&T เพื่อเศรษฐกิจประเทศรุ่งเรือง

 

        ในระหว่างปีพ.ศ. 2514-2527 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ของสิงคโปร์โตขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 9% การลงทุนจากต่างชาติด้านอุตสาหกรรมมีมูลค่า 1,575 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท) ในปีพ.ศ. 2514 [เทียบกับ 239 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 5.6 พันล้านบาท) ในปีพ.ศ. 2509] และในปีพ.ศ. 2522 เพิ่มขึ้นเป็น 6,349 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท) มีบรรษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งโรงงานประกอบสินค้ามากมาย เช่น Hewlett-Packard, Seiko, National Semiconductor, Hitachi, Asahi, Fujitsu, SKF เป็นต้น

 

        แต่แล้วในปีพ.ศ. 2528 อัตราการเติบโต GDP กลับติดลบ 0.7%  (ขณะที่ของประเทศไทยอยู่ที่บวก 4.65%) ส่วนในปีพ.ศ. 2529 กระเตื้องขึ้นมาได้บ้างคือติดบวก 1.3% คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ลบทั้งภายในและภายนอกมาประสานงากันเข้าพอดี กล่าวคือการพัฒนาภายในประเทศในแบบที่ผ่านมาได้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว (The period of easy growth is now over.)  นอกจากนั้นต้นทุนการผลิต เช่น ค่าจ้างคนงาน, ค่าที่ดิน, ค่าเช่าอาคาร, ค่าภาษี ฯลฯ สูงขึ้นมาก  ทำให้สินค้าของสิงคโปร์สู้ของประเทศอื่นในด้านราคาไม่ได้ ส่วนการค้าขายในต่างประเทศก็ไม่ได้ขยายตัวมากเหมือนดังที่ผ่านมา แถมยังมีการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้น (From now on growth will be harder to achieve.)  ถ้าไม่แก้ไขวิกฤตการณ์นี้จะทำให้อุตสาหกรรมซบเซา และเกิดปัญหาคนว่างงาน นั่นคือเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศรุ่งเรืองต่อไปได้ สิงคโปร์จะต้องพัฒนาศักยภาพในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และการบริการ

 

        สิงคโปร์จึงมีทั้งนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง (high-technology) และนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีล้ำหน้าอุบัติใหม่ (emerging advanced technology) ที่มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า  การที่สิงคโปร์ทำทั้งสองทางไปด้วยกันก็ด้วยมองว่าเทคโนโลยีชั้นสูงเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการมีอนาคตที่ดีของเศรษฐกิจประเทศ แต่เทคโนโลยีล้ำหน้าอุบัติใหม่ไม่แต่เพียงมีประโยชน์แม้ต่ออุตสาหกรรมที่ขณะนี้เข้มแข็งดีอยู่แล้ว ยังเปิดโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต (new growth industries) ได้ด้วย ฟิลิป เยียว (Philip Yeo) (รูปที่ 3) ซึ่งเข้ามาเป็นประธานของ EDB ในปีพ.ศ. 2529 เคยเล่าว่า “ก่อนหน้านั้นสิงคโปร์ผลิตหรือประกอบสินค้าจำพวกวิทยุ, โทรทัศน์, หรือ เตารีดไฟฟ้า (เช่นของบริษัท Philips) ผมบอกว่าต่อไปนี้เราจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว สิ่งที่เราจะทำก็คือพวกชิ้นส่วนอุปกรณ์ (components) ต่างๆ เช่น disk drive, เซมิคอนดักเตอร์ และสารเคมี หรือ ยา ซึ่งสามารถส่งออกไปขายที่ไหนก็ได้ ผมตัดสินใจว่าเราต้องทำ R&D หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์”

 

 

รูปที่ 3 นายฟิลิป เยียว เป็นข้าราชการพลเรือนคนสำคัญคนหนึ่งของสิงคโปร์ที่มีบทบาทสูงในการบูรณาการ S&T และ R&D เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจจนประเทศประสบความรุ่งเรืองอย่างมาก เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2489 เรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมอุตสาหการจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตด้วยทุนโคลอมโบ เมื่อปีพ.ศ. 2513 และในปีพ.ศ. 2519 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วยทุนฟุลไบรทต์ เริ่มรับราชการที่กระทรวงกลาโหมตั้งแต่ปีพ.ศ. 2513 จนไต่เต้าถึงขั้นปลัดกระทรวงกลาโหมที่เน้นรับผิดชอบด้าน Defence Research, Logistic and Industry ในปีพ.ศ. 2522 และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2529 หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีลีกวนยูขอให้ไปช่วยงานที่ EDB เป็นที่รู้กันว่านายเยียวเป็นข้าราชการที่ไม่ชอบระเบียบขั้นตอนทางราชการที่วุ่นวาย เป็นคนแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งบางครั้งก็ตรงเกินไป เป็นคนที่เห็นความสำคัญของ S&T มาก ในห้องทำงานบนชั้น 21 ของตึก Symbiosis ที่เป็นหนึ่งในหมู่อาคารของ Fusionopolis มีแต่เอกสารวิชาการด้าน S&T จัดไว้เป็นหมวดเป็นหมู่ ดังจะเห็นได้ในรูป เคยกล่าวว่า “ในโลกปัจจุบัน วิทยาศาสตร์เป็นวิชาบังคับไปแล้ว ถ้าใครก็ตามที่อยากมาเป็นผู้นำทางการเมืองแล้วไม่สนใจติดตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็พระเจ้าช่วยกล้วยทอดกันละครับ (God help us, man)” เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามความเห็นเกี่ยวกับอนาคตในอีก 50 ปีข้างหน้าของสิงคโปร์ นายเยียวแสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า “…. ตอนนี้เศรษฐกิจของสิงคโปร์แบนราบและชะลอตัว เราไม่ได้เติบโตมากกว่า 3% อีกเพราะว่าเราขาดแคลนแรงงาน แต่เรื่องจำนวนไม่ได้สำคัญกว่าคุณภาพของแรงงาน ประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติจะต้องทุ่มไปที่การพัฒนาอัจฉริยภาพของพลเมือง….” [3]  ด้วยแนวคิดเช่นนี้เอง นายเยียวจึงเป็นคนที่เห็นความสำคัญของการฟูมฟักอัจฉริยภาพในคนรุ่นใหม่ ไปเป็นผู้บริหารที่ไหนก็จะต้องไปสร้างโครงการทุนการศึกษาเอาไว้ที่นั่น และมีแนวคิดอิมพอร์ตเด็กฉลาดจากชาติอื่นเข้ามาฟูมฟักตั้งแต่เล็กเพื่อเพิ่มจำนวนคนเก่งสิงคโปร์(เชื้อชาติอื่น) เนื่องจากเด็กสิงคโปร์แท้มีอัตราการเกิดน้อยกว่า 40,000 คน/ปี ซึ่งแปลว่าในแต่ละปีมีเด็กระดับหัวกะทิเกิดขึ้นน้อยกว่า 400 คน (แต่คนสิงคโปร์หัวอนุรักษ์นิยมย่อมคัดค้านแนวคิดนี้) นายเยียวเชื่อว่า พลเมืองของประเทศต้องฉลาดก่อน ประเทศจึงจะฉลาด (smart nation) ปัจจุบันนายเยียวเป็นประธานของบริษัท Economic Development Innovations Singapore (EDIS) ที่เป็นบริษัทนานาชาติรับให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ มีลูกค้าเป็นรัฐบาลของหลายประเทศ (ที่มารูป : https://coolerinsights.com/2017/10/philip-yeo-leadership-lessons/)

 

        แต่เป็นความตั้งใจที่ดูออกจะทะเยอทะยานในเวลานั้น เพราะกิจกรรมด้าน R&D ของประเทศยังไม่ลงหลักปักฐานอย่างเข้มแข็งมั่นคง สถาบันอุดมศึกษาในเวลานั้นถือว่างานการเรียนการสอนเป็นภารกิจหลัก การทำ R&D เป็นหน้าที่รองในแต่ละปีมีผู้ที่จบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพียงหยิบมือเดียว มีอยู่เพียง 2 หน่วยงานที่ทำ R&D เป็นเรื่องเป็นราวกว่าใคร หน่วยงานหนึ่งก็คือ SISIR ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการส่งเสริมและทำ R&D เพื่ออุตสาหกรรม(industry-driven R&D) ดังกล่าวแล้ว ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งตามจริงแล้วเริ่มต้นก่อน SISIR ด้วยซ้ำ แต่คนทั่วไปไม่รู้  ก็คือที่กระทรวงกลาโหม (MINDEF) ซึ่งแอบทำโครงการนกสาลิกา (Project Magpie) อย่างเงียบเชียบมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นโครงการวิจัยลับด้าน S&T เพื่อการป้องกันประเทศ โครงการนี้เป็นต้นกำเนิดของห้องปฏิบัติการวิจัยแห่งชาติ Defence Science Organization (DSO) ซึ่งรัฐบาลเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2528  ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานแรกด้าน R&D ที่สิงคโปร์พัฒนาขึ้นเอง (ตามคำแนะนำหนึ่งของ Dr. Meir Ben Zvi จาก National Council for Research and Development ของประเทศอิสราเอลที่รัฐบาลสิงคโปร์เชิญมาให้คำปรึกษาเมื่อปีพ.ศ. 2513) ตัวอย่างความสำเร็จของหน่วยงานนี้ก็คือการส่งดาวเทียวดวงแรกที่ทำการ R&D เองขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อปีพ.ศ. 2554

 

        เนื่องจากนายเยียวเป็นผู้ปลุกปั้นหน่วยงานนี้ด้วยคนหนึ่ง จึงมีประสบการณ์ด้าน R&D management เมื่อนายเยียวเข้ามาเป็นประธานบริหารของ EDB ก็ได้แปลงโฉม EDB ขนานใหญ่ เริ่มโดยการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ 550 คน กับสถาบันฝึกอบรมต่างๆของ EDB ให้ไปอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อก่อตั้งวิทยาลัย Nanyang Polytechnic เหลือเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสไว้เพียง 250 คน และได้ปรับเปลี่ยนทิศทางของ EDB ไปจากเดิม โดยหันไปโฟกัสที่ธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมชั้นสูง (high-tech industry) หลายแขนง เช่น วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์, เซมิคอนดักเตอร์, การบินและอวกาศ, อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, ยาและ สารเคมีชนิดพิเศษ  พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและฟูมฟัก SME ของคนสิงคโปร์ ส่งเสริมให้นักธุรกิจสิงคโปร์ไปลงทุนในต่างประเทศ นายเยียวได้ผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขึ้นบนเกาะจูล่ง (รูปที่ 4) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีของบริษัทใหญ่ๆของโลกประมาณ 90 ราย เช่น LANXESS, Afton Chemical, BASF, Celanese, Evonik, ExxonMobil, DuPoint, Mitsui Chemicals, Chevron Oronite, Shell, Singapore Petroleum Company และ Sumitomo Chemical เป็นต้น  นั่นคือสิงคโปร์ได้กลายเป็นฮับ (hub) หรือศูนย์กลางเทคโนโลยีการผลิตด้านเคมีและปิโตรเคมีที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกไปในที่สุด  นอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันอันดับ 3 ของโลก ทั้งๆที่ประเทศไม่มีบ่อน้ำมันเลย

 

 

รูปที่ 4 แผนที่ประเทศสิงคโปร์ที่ปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 1.3 เท่าของเกาะภูเก็ต (แต่ก่อนเกาะทั้งสองมีขนาดพื้นที่ประมาณเท่ากัน) แสดงตำแหน่งเกาะจูล่ง (Jurong Island ) ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้  เกาะนี้เกิดจากการถมทะเลผนวกเกาะธรรมชาติ 7 เกาะย่อยๆเข้าไว้เป็นเกาะเดียว เริ่มกระบวนการถมทะเลเมื่อปีพ.ศ. 2538 เสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ. 2552 ได้เนื้อที่เพิ่มจาก 9.91 เป็น 30 ตารางกิโลเมตร  (ที่มารูป: จากเว็บไซต์ http://www.cycleasia.com/blog/2015/08/09/exploring-singapores-park-connectors/)

 

        ในปีพ.ศ. 2532 นายเยียวได้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมในเวลานั้น ซึ่งก็คือนายลีเซียนลุง (บุตรคนโตของนายกรัฐมนตรีลีกวนยู และก็คือนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์คนปัจจุบัน) ว่าควรจะแทนที่สภาวิทยาศาสตร์ด้วยคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (science and technology board) ด้วยเหตุผลว่าถ้าจะมีแต่เพียงการผลิตที่ไม่มีการ R&D สิงคโปร์จะไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้เลย ดังนั้นจำเป็นจะต้องจับ R&D กับการผลิตมาอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกัน

 

        ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533 นายลีเซียนลุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ประกาศการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่นี้โดยมีงบประมาณสนับสนุนเริ่มต้น 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 2.4 พันล้านบาท) ซึ่งต่อมาถูกปรับชื่อเป็น National Science and Technology Board (NSTB) โดยมีนายลามชวนเหลียง (Lam Chuan Leong) ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม เป็นประธานคนแรก NSTB เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2534 โดยมีหน้าที่รับผิดชอบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ S&T ทั้งหมด, คัดเลือกเรื่องวิจัยที่น่าสนใจสำหรับอนาคตเศรษฐกิจของประเทศ, ส่งเสริมและสนับสนุนงบประมาณด้าน R&D แก่หน่วยงานต่างๆของทั้งภาครัฐและเอกชน, วางแผนจัดตั้งสถาบันวิจัยต่างๆสอดประสานไปกับภารกิจพัฒนาให้สิงคโปร์เป็นฮับของความเป็นเลิศเฉพาะทางด้าน S&T เพื่อขับดันความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาคอุตสาหกรรมและการให้บริการ และการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้เพียงพอในการทำงาน R&D ของประเทศ

 

        NSTB ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ EDB ที่จะเข้าใจอุตสาหกรรมต่างๆในประเทศทั้งระดับ SME และ MNC ซึ่งมีความต้องการไม่เหมือนกัน ปัญหาของ SME ไม่ซับซ้อนคือ ไม่มีทั้งกำลังคน กำลังเงิน และประสบการณ์ในการทำ R&D การช่วยเหลือจึงตรงไปตรงมา มีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว  แต่ MNC อย่างเช่น Motorola, Apple, Glaxo หรือ Seagate เป็นอาทิ จะมีหน่วย R&D ของตนที่เข้มแข็งอยู่แล้วในแผ่นดินแม่ ดังนั้นเพื่อผูกมัดMNC เหล่านี้ไม่ให้ย้ายฐานไปได้ง่ายๆ จึงใช้กุศโลบายชักชวนให้ตั้งศูนย์ R&D ในสิงคโปร์ด้วย แต่เนื่องจากสิงคโปร์ไม่ได้เป็นประเทศที่ “ถูก” อีกต่อไปแล้ว รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการจูงใจ คือ 1) ช่วยจัดหาและพัฒนานักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงตามความต้องการของ MNC และ 2) พัฒนาหน่วยงาน R&D ของรัฐบาลและมหาวิทยาลัยให้มีศักยภาพที่จะร่วมงานกับ MNC ได้ และยินดีให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาใช้เครื่องมืออุปกรณ์และความเชี่ยวชาญของนักวิจัย     ต่อความพยายามพัฒนาศักยภาพของการทำ R&D ด้าน S&T ของประเทศ NSTB ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยของตัวเองขึ้นมาหลายศูนย์ โดยใช้วิธีเอาไปฝากไว้กับ National University of Singapore (NUS) และ Nanyang Technological University (NTU) ซึ่งได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายกล่าวคือ NSTB ได้ใช้ความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการในเรื่องการสร้างอาคารใหม่, การจัดซื้อครุภัณฑ์อุปกรณ์ และ การสรรหาบุคลากร ส่วนฝ่ายมหาวิทยาลัยก็จะได้ประโยชน์จากการที่คณาจารย์นักวิจัยและนักศึกษาปริญญาเอกได้มีโอกาสใช้ครุภัณฑ์อุปกรณ์ขั้นสูงราคาแพง, คณาจารย์นักวิจัยที่ยินดีทำงานวิจัยเชิงประยุกต์มีช่องทางได้ทุนวิจัยเพิ่มขึ้น และนักศึกษาปริญญาเอกมองเห็น career path ของอาชีพนักวิจัยชัดเจนขึ้น การพึ่งพากันแบบวิน-วินนี้ส่งผลให้ NSTB ประหยัดเวลาในการเริ่มต้นโครงการ และทำให้การ R&D ด้าน S&T ในมหาวิทยาลัยมีความเข้มข้นและเข้มแข็งขึ้น

 

        ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2534 (ตรงกับสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน) NSTB ได้จัดทำ National Technology Plan (NTP) ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นฉบับแรกของประเทศ  โดยขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ 200 คน แบ่งออกเป็น 9 คณะอนุกรรมการ ที่มาจากทั้งภาครัฐและเอกชน  สำหรับ 5 ปีแรกของ NTP (พ.ศ. 2534-2538) รัฐบาลสมัยนายโก๊ะจ๊กตง (Goh Chok Tong) เป็นนายกรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนา S&T ของสิงคโปร์ ส่งเสริมสนับสนุนและควบคุมให้เกิดการ R&D ที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต (economically driven R&D) คณะอนุกรรมการได้กำหนดทิศทางการพัฒนาความสามารถหลัก (core competency) ในเทคโนโลยีใหม่ 9 ด้านต่อไปนี้ 1) Information Technology, 2) Microelectronics, 3) Electronic Systems, 4) Manufacturing Technology, 5) Materials Technology, 6) Energy, Water, Environment and Resources, 7) Food and Agrotechnology, 8) Biotechnology และ 9) Medical Sciences  แผน NTP นี้ยังมีเป้าหมายจะเพิ่มค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการ R&D ของประเทศจาก 0.2%GDP ขึ้นไปเป็น 2%GDP ให้เร็วที่สุด โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่ 3%GDP ซึ่งสิงคโปร์บรรลุเป้าหมาย 2%GDP ในปีพ.ศ. 2544 ในขณะที่ของประเทศไทยยังคงยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่แถวๆ 0.25%GDP [4]

 

        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยท่านหนึ่งเคยเอ่ยถึงตัวเลข 2%GDP ไว้ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555 ตอนนั้นค่า R&D Expenditure ของไทยอยู่ที่ 0.37%GDP ดูท่าว่าท่านน่าจะเป็นความหวังของวงการ S&T ไทยได้ เพราะไม่เคยเห็นนักการเมืองคนไหนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก่อน แต่ก็เป็นไปตามครรลองของการเมืองไทย ท่านอยู่ในตำแหน่งเพียง 1 ปี 2 เดือน รับช่วงต่อมาโดยรัฐมนตรีกระทรวงวิทย์ฯอีก 2 ท่านซึ่งก็ล้วนอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน จนถึงปีพ.ศ. 2557 ที่เป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลนั้น ค่าใช้จ่ายด้าน R&D ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 0.48%GDP หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปีพ.ศ. 2559 ค่าใช้จ่ายด้าน R&D ของประเทศอยู่ที่ 0.63%GDP แต่มาเมื่อกลางปีนี้ ดร. กิติพงศ์ พร้อมวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) แถลงว่าค่าใช้จ่ายด้าน R&D ของประเทศในปีพ.ศ. 2560 คาดว่าอยู่ที่ 0.9%GDP และคาดว่าจะขึ้นเป็น 1%GDP ในปีพ.ศ. 2561 นี้ โดยมีเป้าหมายว่าจะให้ถึง 1.5%GDP ในปีพ.ศ. 2564 [5] เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีเป้าหมายชัดเจน ช่างน่ายินดียิ่งนัก แต่ต้นปีหน้าก็จะมีการเลือกตั้งแล้ว หวังว่ารัฐบาลใหม่จะยังคงยึดมั่นกับเป้าหมายนี้ …………สาธุ

 

        เมื่อถึงปีพ.ศ. 2543 NSTB ได้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการ R&D ไปรวม 6 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ  1.4 แสนล้านบาท) การส่งเสริมให้เกิด R&D ในภาคอุตสาหกรรมประสบผลสำเร็จเป็นลำดับ  ในปีพ.ศ. 2544 นายเยียวก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริหารของ EDB และคิดจะไปทำงานกับเอกชนฮ่องกงที่มาทาบทามให้ไปเป็นประธานบริษัทโฮลดิ้งแห่งหนึ่งที่มีค่าตอบแทน 20 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อสัญญาจ้าง 3 ปี (ประมาณ 470 ล้านบาท / 3 ปี) แต่ท่านรัฐมนตรีอาวุโสลีกวนยูได้หว่านล้อมให้อยู่ช่วยงานประเทศชาติต่อไป จึงได้มานั่งเป็นประธานบริหารของ NSTB ซึ่งก็ได้ลงมือปรับโฉม NSTB แทบจะในทันที โดยต้องการให้ NSTB เน้นที่การทำ R&D แบบมุ่งเป้ามากยิ่งขึ้น นายเยียวได้ปิดศูนย์วิจัย Institute of Molecular Agrobiology (IMA) ที่ NSTB ตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2537 เพื่อวิจัยเรื่องข้าวกับฝ้าย (นักวิทยาศาสตร์ของ IMA ถูกถ่ายโอนไปช่วยงานที่ Biopolis) เพื่อเปลี่ยนไปมุ่งด้าน Biomedical Sciences (BMS) ด้วยนายเยียวเล็งเห็นว่าปลายทางของเรื่องนี้จะไปเกี่ยวข้องกับชีวิตและสุขภาพของคน จึงมีห่วงโซ่แห่งคุณค่า (value chain) ที่ยาวมาก แต่ก็ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการ R&D ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ด้วย  ก่อนหน้านั้นหน้าที่หลักของ NSTB คือการวางแผนและสนับสนุนทุนวิจัย (funding agency) ศูนย์วิจัยต่างๆของ NSTB ถูกบริหารจัดการโดยทั้งScience Park (ตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2523) และมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งดังกล่าวแล้ว ซึ่งพบว่ามีการทำงานซ้ำซ้อนกันระหว่างบางศูนย์วิจัย นายเยียวเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ NSTB จะบริหารจัดการศูนย์วิจัยเหล่านี้เอง และเสริมการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น  ดังนั้นเพื่อการเสริมสร้างระบบนิเวศของการทำ R&D (R&D ecosystem) ด้าน S&T ที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ในปีพ.ศ. 2544 นายเยียวได้ปรับโฉมองค์กร NSTB ให้เป็น A*STAR ซึ่งย่อมาจากคำว่า Agency for Science, Technology and Research

 

 

รูปที่ 5 ตราสัญลักษณ์ของ A*STAR ซึ่งมีความหมายแฝงจากที่ว่า “เอสตาร์ (A*)” เป็นระดับผลการสอบอันเป็นที่หมายปองของเด็กนักเรียนระดับหัวกะทิของสิงคโปร์ (ที่มารูป :https://www.prweb.com/releases/2011/4/prweb8298037.htm )

 

        A*STAR มีหน้าที่พัฒนาวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศให้มีศักยภาพที่จะเป็นพลังขับดันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ โดยมีกลยุทธ์ 3 ประการดังนี้ 1) พัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีศักยภาพในการทำ R&D ด้าน S&T, 2) คัดท้ายและรับผิดชอบการทำ R&D ที่สามารถสร้างนวัตกรรมและสามารถเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ของประเทศได้ และ 3) เปลี่ยนผลลัพธ์ของการทำ R&D ให้เป็นเงิน (ตั้งบริษัท Exploit Technologies Pte Ltd ขึ้นมาบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี) นายเยียวได้แบ่งองค์กรออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายแรกให้โฟกัสไปที่งาน R&D ด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ ซึ่งจัดให้ Biopolis เป็นศูนย์กลาง (รูปที่ 6) ส่วนฝ่ายที่สองให้โฟกัสไปที่งาน R&D ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งจัดให้ Fusionopolis เป็นศูนย์กลาง (รูปที่ 7)

 

 

รูปที่ 6 Biopolis เป็น R&D คอมเพล็กซ์ด้าน Biomedical Sciences (BMS) ของสิงคโปร์ Biopolis เฟส-1 ประกอบไปด้วย 7 อาคาร มีพื้นที่รวม 185,806 ตารางเมตร เริ่มลงมือก่อสร้างในเดือนธันวาคม พ.ศ.2544 สร้างเสร็จในปีพ.ศ. 2547 อาคารของเฟส-5 สร้างเสร็จในปีพ.ศ. 2557 ทำให้มีทั้งหมด 13 อาคาร ที่มีพื้นที่รวม 340,000 ตารางเมตร เป็นที่ตั้งของศูนย์ R&D ต่างๆของ A*STAR เช่น Institute of Molecular and Cell Biology (IMCB), Genome Institute of Singapore (GIS), Bioinformatics Institute (BII), Bioprocessing Technology Institute (BTI) เป็นต้น และศูนย์วิจัยของบริษัทที่มีชื่อเสียงเช่น Novartis, GlaxoSmithKline, Eli Lilly, Nestle เป็นต้น อุตสาหกรรม BMS ของสิงคโปร์ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันกลายเป็นเสาหลักเศรษฐกิจต้นที่ 4 ของสิงคโปร์ คู่กับอีก 3 ต้นคือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, เคมี และวิศวกรรมศาสตร์ที่มีความแม่นยำสูง ทำให้เกิดตำแหน่งงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงถึง 15,700 ตำแหน่ง ในปีพ.ศ. 2555 (ที่มารูป: https://vulcanpost.com/557641/5-top-places-technology-entrepreneurs-must-visit-singapore/)

 

 

รูปที่ 7 Fusionopolis เป็น R&D คอมเพล็กซ์ เน้นทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ, วิศวกรรมอุตสาหการ, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  และ Media  กลุ่มอาคารของ Fusionopolis เฟส-1 มีพื้นที่รวม 110,000 ตารางเมตร เริ่มต้นก่อสร้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 เปิดอาคารอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551 อาคารของเฟส-5 เสร็จสมบูรณ์เมื่อปีพ.ศ. 2557 เป็นที่ตั้งของศูนย์ R&D ต่างๆของ A*STAR เช่น Institute of Microelectronics (IME), Institute for Infocomm Research (I2R), Singapore Institute of Manufacturing Technology (SIMTech), Institute of Material Research & Engineering (IMRE) เป็นต้น (ที่มารูป : https://www.scmp.com/tech/science-research/article/1870014/fusionopolis-two-singapore-launches-new-research-hub-science)

 

        อันที่จริงงาน R&D ด้าน BMS ถูกเริ่มต้นไว้ก่อนแล้วโดยดร. โก๊ะเค็งซวี (รูปที่ 8) อดีตเจ้านายเก่าสมัยกระทรวงกลาโหมที่นายเยียวนับถือ กล่าวคือประมาณในปีพ.ศ. 2526 ตอนที่ ดร. โก๊ะ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ควบกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านได้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์วิจัย Institute of Molecular and Cell Biology (IMCB) โดยท่านได้ไปดึงตัวศาสตราจารย์ Christopher Y. H. Tan นักชีวเคมีผู้มีชื่อเสียงชาวสิงคโปร์มาจากมหาวิทยาลัยคัลการี ประเทศแคนาดา ให้มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้วยตัวท่านเอง และได้ทาบทามให้ศาสตราจารย์ Sydney Brenner นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งต่อมาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ประจำปีพ.ศ. 2545 มาเป็นประธาน ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็น “Father of Biotechnology” ของสิงคโปร์  ปัจจุบัน IMCB เป็นศูนย์วิจัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกไปแล้ว

 

 

รูปที่ 8 ดร. โก๊ะเค็งซวี (Goh Keng Swee, พ.ศ. 2461-2553) นักเศรษฐศาสตร์ปริญญาเอกจาก London School of Economics and Political Sciences (เรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากสถาบันเดียวกันนี้เมื่อปีพ.ศ. 2494)  ตอนอยู่ที่กรุงลอนดอน ได้พบกับนายลีกวนยู และนายโต๊ะชินไช ซึ่งได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Malayan Forum รณรงค์เรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ โดยดร. โก๊ะเป็นประธาน เมื่อกลับมาสิงคโปร์ก็ได้ร่วมกันก่อตั้งพรรค PAP โดยดร. โก๊ะ เป็นรองประธานพรรค เมื่อพรรค PAP ชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล ดร.โก๊ะได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆหลากหลายตำแหน่ง เช่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2502-2508 และ 2510-2513), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการป้องกันประเทศ (พ.ศ. 2508-2510), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พ.ศ. 2513-2522), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2522-2527) เป็นต้น ถึงแม้จะเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียง  มีคุณูปการอย่างสำคัญต่อการสร้างชาติให้รุ่งเรือง ได้รับการยกย่องว่าเป็น Economic Architect ของสิงคโปร์  แต่ก็ใช้ชีวิตสมถะอย่างยิ่ง(ที่มารูป : http://history-pro-ject.blogspot.com/2010/06/dr-goh-keng-swees-background.html)

 

        ในปีพ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นช่วงปลายของนายเยียวที่ EDB ได้มีการอนุมัติโครงการริเริ่มด้าน BMS (Biomedical Sciences Initiative) โดยงบประมาณของเฟสแรกมีมูลค่า 1.48 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท) เมื่อนายเยียวมาคุมบังเหียน A*STAR ได้ลงทุนดึงนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติที่มีชื่อเสียงทางด้าน BMS และเทคโนโลยีชีวภาพ(Biotechnology) หลายคนให้มาทำงาน R&D ที่ Biopolis  นั่นคือกุศโลบายเสริมสร้างอัจฉริยภาพในประเทศทางลัดโดยการดึงอัจฉริยภาพจากต่างประเทศมาช่วย  แต่นั่นย่อมหมายความว่าสิงคโปร์จะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์วิจัยอย่างเต็มที่ เพราะการที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติจะยอมละทิ้งห้อง lab ที่เพียบพร้อมของตน แล้วมาทำงานที่บ้านเมืองอื่นนั้น ไม่ใช่แต่เรื่องเงินรายได้เพียงอย่างเดียว นักวิทยาศาสตร์ระดับนี้ต้องการอีกเงื่อนไขที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือห้องปฏิบัติการวิจัยที่ต้องถึงพร้อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือและเงินทุนวิจัยในระดับ world class เพราะพวกเขาต้องการมีผลงานด้วย คนระดับนี้ย่อมไม่ยอมเสียประวัติการทำงาน ตัวอย่างความเต็มที่ของสิงคโปร์ในเรื่องครุภัณฑ์วิจัยก็ได้แก่เมื่อ Helium Ion Microscope (ซึ่งมีสมรรถนะดีกว่า Scanning Electron Microscope หรือ SEM หลายเท่า) เพิ่งออกสู่ตลาดใหม่ๆ ราวปีพ.ศ. 2550 สิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ซื้อกล้องจุลทรรศน์นี้มาใช้เมื่อปีพ.ศ. 2552 ที่ Plasmonics and Advanced Imaging Technology Laboratory (P&AIT) ของมหาวิทยาลัย NUS หรือดูในรายงานประจำปีพ.ศ. 2559 และ 2560 ของศูนย์วิจัย Solar Energy Research Institute of Singapore (SERIS) [6, 7] ก็จะได้เห็นว่าสิงคโปร์จัดสร้างระบบนิเวศของการทำR&D ด้าน S&T สมบูรณ์เพียบพร้อมระดับ world class อย่างไร

 

        จาก NSTB ถึง A*STAR สิงคโปร์ได้ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศชั้นนำด้านการทำ R&D ด้าน S&T อย่างเข้มข้น ได้ภายใน 15 ปี ดังจะเห็นได้จากตารางที่ 1

 

 

        จะเห็นได้ว่าสิงคโปร์มีความชัดเจนมากในการพัฒนาเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นประเทศเล็กมาก ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ นอกจากทุนมนุษย์ จึงมุ่งมั่นพัฒนาพลเมืองควบคู่ไปกับการพัฒนาให้ “ความรู้ (knowledge) โดยเฉพาะด้าน S&T” เป็น “ทรัพยากร (resource)” ที่สำคัญอีกตัวของประเทศ มีนโยบายชัดเจนว่าจะใช้ R&D ด้าน S&T ยกระดับนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวหน้า  รัฐบาลลงทุนจริงในเรื่อง R&D ด้านS&T ในระดับมาตรฐานโลก  ให้ความสำคัญกับเรื่องของความต่อเนื่อง ใช้คนกุมบังเหียนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของชาติด้วย S&T เป็นคนกลุ่มเดียวอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ เช่นข้าราชการอย่างนายเยียวที่ในปีพ.ศ. 2524 เป็นประธานคนแรกของ National Computer Board (NCB) ซึ่ง NCB คือจุดตั้งต้นของ Info-communications Media Development Authority (IMDA) ของรัฐบาลสิงคโปร์ในปัจจุบัน ต่อมาเป็นประธานกรรมการบริหารของ EDB เป็นเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2529-2544) ในปีพ.ศ. 2543 เข้าไปเป็นประธานกรรมการบริหารร่วมของ NSTB และตามด้วยตำแหน่งประธานกรรมการบริหารร่วมของ EDB อีก 5 ปี (พ.ศ. 2544-2549) โดยในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหารของ NSTB เต็มตัว ซึ่งต่อมาก็คือ A*STAR นายเยียวเป็นประธานกรรมการบริหารที่นี่จนถึงต้นปีพ.ศ. 2550 ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2550 นายเยียวได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานของ SPRING Singapore จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ในขณะเดียวกันก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม  (SRING Singapore เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์เช่นเดียวกับ A*STAR คำว่า SPRING ย่อมาจากคำเต็มที่ว่า  Standards, Productivity and Innovative for Growth มีตัวตนขึ้นมาเมื่อปีพ.ศ. 2539 เกิดมาจากการควบรวม SISIR เข้ากับ National Productivity Board พันธกิจหลักคือการฟูมฟักและพัฒนาวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของสิงคโปร์ให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ช่วยเสริมศักยภาพในการสร้างสรรนวัตกรรม ผลักดันให้ประเทศสิงคโปร์เติบโตอย่างยั่งยืนแบบ innovation-based growth อีกทั้งยังดูแลเรื่องมาตรฐานของผลผลิตและบริการของประเทศด้วย)  นั่นคือนายเยียวเกี่ยวข้องกับการสร้างให้สิงคโปร์เป็น innovation-driven economy ในหลายมิติอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ

 

4. บทส่งท้าย

 

        บทความนี้ยาวกว่าที่ตั้งใจไปพอสมควร  ขอออกตัวว่าผู้เขียนพยายามเต็มที่แล้วที่จะทำให้สั้นที่สุด นอกจากจะตัดรายละเอียดออกไปไม่น้อยแล้ว ยังพูดถึงแต่เพียงด้านหน่วยงานวิจัยของกระทรวง MTI เท่านั้น ไม่ได้รวมเรื่องที่ว่าสิงคโปร์พัฒนาให้ทั้งมหาวิทยาลัย NUS (อายุ 38 ปี) และ NTU (อายุ 27 ปี) เป็นองค์ประกอบสำคัญของ R&D ecosystem ที่มีศักยภาพและความน่าเชื่อถือสูงระดับโลกได้อย่างไร (ในบรรดามหาวิทยาลัยในทวีปเอเชีย 359 แห่ง มหาวิทยาลัย NUS และ NTU ครองอันดับ 1 และ 6 ตามลำดับ จากการจัดอันดับในปีพ.ศ. 2561 ของ Times Higher Education ในขณะที่มหาวิทยาลัยไทยที่มีอันดับดีที่สุดคือมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ที่อันดับ 97) เพราะบทความนี้จะยิ่งยาวไปกันใหญ่ จะขอยกไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะครับ

 

        ประเทศสิงคโปร์ต้องถือว่าเป็นตัวอย่างกรณี “สุดโต่ง (extreme)” เป็นประเทศเกิดใหม่มีอายุเพียง 53 ปีที่แทบจะไม่มีต้นทุนใดๆเลย มีประชากรเพียง 5.61 ล้านคน เทียบกันไม่ได้กับประเทศเช่นจีนที่มีอายุประมาณ 5,000 ปี มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล มีประชากร 1.38 พันล้านคน หรือประเทศเยอรมนีที่มีประชากร 82.52 ล้านคน เป็นสำนักตักศิลาด้านวิทยาศาสตร์มาก่อนที่จะเกิดประเทศสิงคโปร์นับร้อยปี มีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลมากมาย แต่ภายในหนึ่งชั่วอายุคน ประเทศสิงคโปร์ก็ผงาดขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง พลเมืองของประเทศมีงานดีๆทำ มีรายได้สูง (รูปที่ 9) ประเทศสิงคโปร์ทำได้อย่างไร คงมีด้วยกันหลายปัจจัย อย่างเช่น การยึดถือระบบคุณธรรมความสามารถ (meritocracy) [8], การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดการคอรัปชั่น และที่เราได้เห็นแล้วจากบทความนี้  สิงคโปร์ใช้ “S&T เป็นอาหารบำรุงเศรษฐกิจ R&D เป็นครัวผลิตนวัตกรรม” อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งได้ผล

 

 

รูปที่ 9 กราฟอัตราส่วนระหว่าง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวประชากรสิงคโปร์ ต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวประชากรไทย ระหว่างปีพ.ศ. 2508 2560 ยกตัวอย่างเช่นในปีพ.ศ. 2508 GDP ต่อหัวประชากรของสิงคโปร์สูงกว่าของไทย 3.74 เท่า ต่อมาในปีพ.ศ. 2548 เพิ่มขึ้นเป็น 10.32 เท่า (ข้อมูล GDP ต่อหัวประชากรนำมาจาก:https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD?end=1965&locations=MY-SG-Z4-TH&start=1960)

           

        ในส่วนของประเทศไทยดูมีความหวังขึ้นเมื่อต้นปีหน้าจะเกิดมี “กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” (ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการคาดว่ากระทรวงใหม่นี้จะเริ่มทำงานได้ก่อนการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562) เพราะการบริหารจัดการด้าน S&T ของชาติน่าจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก รวมทั้งเป้าหมายการทำ R&D ก็น่าจะชัดเจนขึ้นมากด้วย ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการทำ R&D นั้นมีความเสี่ยง คำว่า “research” ก็บอกความนัยอยู่แล้วว่า เป็นการ “search แล้ว search อีก” ซึ่งไม่มีความแน่นอนว่าจะ search พบเมื่อใด  ยิ่งการทำ R&D ในเรื่องล้ำหน้าสุดเขตแดนความรู้ (frontier S&T) ที่มีโอกาสเกิดนวัตกรรมขั้นสูง เพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้มาก ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงตาม เป็นเรื่องปกติที่ภาคเอกชนจะขออยู่ห่างๆเอาไว้ก่อนถ้าเป็นเรื่องการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง  ในกรณีนี้รัฐบาลจะประเดิมลงทุนก่อนเสมอ ตัวอย่างเช่นศูนย์วิจัย Centre for Quantum Technologies (CQT) ของสิงคโปร์ ที่ตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2550 ปัจจุบันงบประมาณส่วนใหญ่ก็ยังคงมาจากกระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัย NUS อีกเล็กน้อย [9]  ทั้งๆที่สิงคโปร์มีภาคธุรกิจเอกชนที่ร่ำรวยมากมาย  ดังนั้นจึงไม่ใช้ว่าทำ R&D เรื่องอะไรก็จะให้ดึงภาคเอกชนมาเข้าร่วมอยู่ร่ำไป แต่ควรมีการกำหนดเป้าหมาย R&D เชิงประยุกต์ที่ชัดเจน เช่นมีหมวด “Innovative Research” เพื่อเสริมแกร่ง-พัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง และพัฒนาศักยภาพ “technologist” สำหรับอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งหมวดนี้ภาคเอกชนคงยินดีเข้าร่วมลงทุน กับหมวด “Creative Research” เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีล้ำหน้าอุบัติใหม่, พัฒนาอัจฉริยภาพขั้นสูงในประชากรหนุ่ม-สาวรุ่นใหม่ของชาติ และสร้าง career path ของอาชีพนักวิจัยที่มีอนาคต ซึ่งหมวดนี้ภาครัฐต้องเริ่มลงทุนก่อน โดยทั้งหมดนี้ก็เพื่อการมุ่งสู่การเป็น technological innovation-based economy ด้วยก้าวย่างที่มั่นคง เพื่อพร้อมรับมือและฉกฉวยประโยชน์จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (The 4th Industrial Revolution)

           

เอกสารอ้างอิง

 

[1] Hang Chang Chieh, Low Teck Seng and Raj Thampuran, “The Singapore Research Story”, World Scientific Publishing, Singapore, 2016.

[2] Goh Chor Boon, “From Traders to Innovators: Science and Technology in Singapore since 1965”,  ISEAS Publishing, Singapore, 2016.

[3] “Want a Smart Nation? Then make sure you get talent, says Philip Yeo”, The Straits Times:Lunch with Sumiko, 31 December 2017,ที่มา: https://www.straitstimes.com/singapore/lunch-with-sumiko-want-a-smart-nation-then-make-sure-you-get-talent-says-philip-yeo.

[4] “มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”, 23 สิงหาคม 2561, คอลัมน์ : ฟิสิกส์อุตสาหกรรม/นวัตกรรมฐานฟิสิกส์, ที่เว็บไซต์ http://www.thep-center.org.

[5] “State sets R&D milestone of 1.5% of GDP”, Bangkok Post: Technology, 10 May 2018, ที่มา https://www.bangkokpost.com/tech/local-news/1435590/state-sets-rd-milestone-of-1-5-of-gdp.

[6] Annual Report 2016, Solar Energy Research Institute of Singapore (SERIS), http://www.seris.nus.edu.sg/doc/publications/Annual-Reports/1_SERIS_AR2016.pdf.

[7] Annual Report 2017, Solar Energy Research Institute of Singapore (SERIS),http://www.seris.sg/doc/publications/Annual-Reports/SERIS_AR2017.pdf.

[8] ปรีดี บุญซื่อ, “เรื่องราวความสำเร็จของสิงคโปร์ จากประเทศโลกที่ 3 สู่โลกที่ 1”, ไทยพับลิก้า, 10 มถุนายน 2017,https://thaipublica.org/2017/06/pridi51/.

[9] Annual Report 2017, Centre for Quantum Technologies (CQT), https://quantumlah.org/media/presentation/annualreport2017.pdf, หน้า 79.

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด