S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน

19 กรกฎาคม 2562

 

1.บทนำ

 

        เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนไปได้ยินข่าวมาว่าอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและคอมเพรสเซอร์ (compressor) ของไทยที่เคยติดอันดับต้นๆของโลก ตอนนี้กำลังย่ำแย่ ถูกคอมเพรสเซอร์และแอร์แบรนด์จีน (เช่นยี่ห้อ Gree) ตีตลาด หลังจากนั้นไม่นานก็ได้มาเห็นข่าวที่ไม่น่าสบายใจในทำนองเดียวกันจากหนังสือพิมพ์ (รูปที่ 1) เออหนอ! ความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) ของอุตสาหกรรมสายเทคโนโลยีของคนไทยหดหายไปไหนเสียหมด ทำไมไม่เป็นเหมือนอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้บ้าง (รูปที่ 2) ลองมาดูกันนะครับว่า ประเทศเกาหลีใต้สร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมของเขาขึ้นมาได้อย่างไร จากที่แทบไม่มีอะไรเลย จนแม้แต่พลเอกดักลาส แมกอาเธอร์ (Douglas MacArthur) ผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลีที่สามารถผลักดันเกาหลีเหนืกลับอออกไปได้ยังเคยให้ความเห็นว่ากว่าจะฟื้นฟูประเทศเกาหลีใต้ขึ้นมาใหม่ได้ก็น่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ศตวรรษ แต่เกาหลีใต้กลับเข้มแข็งขึ้นได้ภายในระยะเวลาสั้นกว่าหนึ่งชั่วอายุคน จนทำให้เศรษฐกิจของชาติมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลก และอันดับที่ 4 ของเอเชียได้ตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ.  2538 ใครๆล้วนทึ่งใน “ปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน หรือ Miracle on the Han”  (แม่น้ำฮันเป็นแม่น้ำสายสำคัญของเกาหลีใต้ ตัดแบ่งกรุงโซลออกเป็นฝั่งเหนือกับฝั่งใต้)

 

 

 

รูปที่ 1 สถานการณ์อุตสาหกรรมไทยในยุคดิสรัปชั่น (นำมาจากนสพ. ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562 และฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ตามลำดับ)

 

          

 

รูปที่ 2 (ซ้าย) โทรทัศน์ขาว-ดำเครื่องแรกของเกาหลีใต้ที่ออกแบบและสร้างโดยบริษัท Goldstar เมื่อปีพ.ศ. 2509 และ (ขวา) โทรทัศน์ OLED (ไดโอดสารอินทรีย์เปล่งแสง) ของบริษัท LG Electronics ในปัจจุบัน บริษัท LG Electronics มีต้นตอมาจากแชโบลที่มีนาย คู อินโฮ (Koo In-hwoi) เป็นผู้นำ ตัวอักษร LG ย่อมาจากคำว่า “Lucky Goldstar” บริษัท Lucky Chemical ของนายคู อินโฮที่เริ่มต้นกิจการเมื่อปีพ.ศ. 2490 เป็นผู้ผลิตยาสีฟันรายใหญ่ของประเทศ ต่อมาในปีพ.ศ. 2501 ได้ขยับขยายไปทำธุรกิจประกอบวิทยุหลอดสุญญากาศด้วย ภายใต้บริษัทลูกชื่อ Goldstar เปลี่ยนชื่อเป็น LG Electronics ในปีพ.ศ. 2538 ปัจจุบันยอมรับกันว่าบริษัท LG เป็นบริษัทชั้นนำของโลกในการผลิตจอภาพ ยืนยันได้จากการที่บริษัท Apple ที่ได้ชื่อว่ามีความเข้มงวดสูงมากในเรื่องคุณภาพของชิ้นส่วนต่างๆที่นำมาประกอบกันเป็นสมาร์ทโฟน iPhone ได้เลือกใช้จอ LCD และ OLED ของบริษัท LG (ที่มารูป : http://koreajoongangdaily.joins.com/news/article/article.aspx?aid=2909512  และ https://www.avsforum.com/lg-announces-2019-tv-rollout-including-8k-oled-88z9/)

 

2. ช่วงพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมในประเทศ

 

          

 

รูปที่ 3 (ซ้าย)กรุงโซล (Seoul) และ (ขวา) เมืองปูซาน (Busan) ของเกาหลีใต้เมื่อปีพ.ศ. 2496 หลังสงครามเกาหลียุติใหม่ๆ (ที่มารูป: https://www.quora.com/What-was-life-after-the-Korean-war-for-South-Koreans และhttps://lumieregallery.net/wp/13839/harold-feinstein-and-the-korean-war/)

 

        หลังสงครามเกาหลี (พ.ศ. 2493-2496) ประเทศเกาหลีใต้ยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ยากจนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก (รูปที่ 3) มีอุตสาหกรรมอยู่บ้างที่เป็นผลพวงมาจากการที่ประเทศเกาหลีเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิญี่ปุ่นระหว่างปีพ.ศ. 2453-2488 แต่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือ ซึ่งก็คือประเทศเกาหลีเหนือหลังการแบ่งประเทศเป็นเหนือและใต้ในปีพ.ศ. 2488 เมื่อนายพลปัก จุงฮี (รูปที่ 4) ทำการปฏิวัติเข้าบริหารประเทศในปีพ.ศ. 2504 ก็เริ่มต้นการนำพาประเทศก้าวข้ามความยากจนโดยการเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่ตอนนั้นประเทศเกาหลีใต้มีต้นทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T) ต่ำมาก ยุคนั้นหน่วยงานด้านการวิจัย S&T มีอยู่เพียง 2 แห่งซึ่งล้วนเป็นของรัฐคือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งชาติด้านการป้องกันประเทศ กับ ศูนย์วิจัยพลังงานปรมาณูแห่งเกาหลี  มีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรวมจากทั้งภาครัฐและเอกชนน้อยกว่า 5,000 คน (ในประชากรประมาณ 26-27 ล้านคน) ค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D expenditure) เทียบเท่ากับ 0.24% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เท่านั้น ทั้งนี้ในปีพ.ศ. 2505 GDP ของเกาหลีใต้มีค่า 2.814 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ของไทยคือ 3.309 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ค่า GDP ต่อหัวประชากร (GDP per Capita) อยู่ที่ 106.13 ดอลลาร์สหรัฐ (ของไทยคือ 113.78 ดอลลาร์สหรัฐ)

 

 

รูปที่ 4 ประธานาธิบดีปัก จุงฮี (Park Chung-hee) เป็นผู้นำสูงสุดของประเทศเกาหลีใต้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504 – 2522 คือต่อเนื่องกันประมาณ 18 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 7 คน นับตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์  ประธานาธิบดีปัก จุงฮีถูกยิงเสียชีวิตในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2522 ท่านคงดีใจถ้าได้รู้ว่า ในปีพ.ศ. 2560 ค่า GDP per Capita ของเพื่อนร่วมชาติของท่านสูงกว่าของปีพ.ศ. 2505 ถึง 361 เท่า (ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 58 เท่า)  (ที่มารูป : https://abcnews.go.com/International/south-korean-president-park-chung-hee-assassinated-35/story?id=26433094)

 

        ในปีพ.ศ. 2505 รัฐบาลของนายพลปัก จุงฮีได้เริ่มกำหนดแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติเป็นช่วงละ 5 ปีขึ้นมา (Five-year Plans) กลยุทธ์สำคัญหนึ่งที่นำมาใช้ในการเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมของรัฐบาลก็คือการลดความล้าหลังด้านเทคโนโลยีด้วยการนำเข้าเทคโนโลยี แต่ใช้วิธีการที่แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆที่นิยมใช้กัน นั่นคือพึ่งพาการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment หรือ FDI) ให้น้อยที่สุด โดยการสร้างเงื่อนไขหลายประการขึ้นมาจำกัด FDI เช่นจำกัดการเป็นเจ้าของกิจการ และการส่งรายได้กลับประเทศแม่ แต่เข้มงวดเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น ทั้งนี้เพราะรัฐบาลมองเห็นว่า FDI นั้นไม่ยั่งยืน เศรษฐกิจไม่ดีก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น และส่งผลเสียในระยะยาว เช่นธุรกิจของต่างชาติมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศมากเกินไป หรือการเป็นเบี้ยรองทางด้านเทคโนโลยี เป็นต้น ข้อเสียนี้เห็นได้ชัดในบ้านเรา บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทยกว่า 50 ปีมาแล้ว แต่ถึงวันนี้มีบริษัทใดบ้างในประเทศที่สามารถสร้างเครื่องยนต์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เอาเข้าจริงๆก็ต้องนำชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของเครื่องยนต์คือบล็อคเครื่องยนต์ (engine block) เข้ามาจากต่างประเทศ (เครื่องยนต์ของรถ Hyundai และ Kia ผลิตโดยโรงงานของบริษัท Hyundai เอง)

 

        รัฐบาลเกาหลีใต้เวลานั้นก็ไม่ค่อยเห็นดีเห็นงามกับการนำเข้าเทคโนโลยีผ่านทางการซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศเท่าใดนักเช่นกัน (ตารางที่ 1) เพราะจียมตัวว่าประเทศชาติยังยากจนอยู่ รัฐบาลจึงใช้วิธีควบคุมการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเข้มงวด

 

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบช่องทางการได้มาซึ่งเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ สำหรับ 4 ช่วงแรก ในทั้งหมด 7 ช่วงของ Five-year Plans ซึ่งจัดอยู่ในยุค “เรียนรู้และดูดซึมเทคโนโลยีของต่างประเทศ” โดยประมาณ 60% นำเข้าเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น อดีตประเทศเจ้าอาณานิคม (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ) [1]

 


        เส้นทางที่รัฐบาลเกาหลีใต้ภายใต้การกุมบังเหียนของนายพลปัก จุงฮีเลือกเดินเพื่อเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีของชาติถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ยั่งยืนกว่า กล่าวคือรัฐบาลสนับสนุนการกู้ยืมเงินระยะยาวก้อนโตจากต่างประเทศ พร้อมเข้าช่วยอย่างเต็มที่ให้ต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นที่จะยอมปล่อยกู้ให้กับธุรกิจเอกชนของเกาหลีใต้ หลังจากนั้นใช้เงินกู้ยืมนี้ลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยการนำเข้าสินค้าทุน หรือการซื้อโรงงานแบบพร้อมใช้งาน (turnkey) แล้วให้อุตสาหกรรมทำวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) รัฐบาลดูแลการลงทุนดังกล่าวอย่างระมัดระวัง ไม่แต่เพียงเป็นผู้คัดสรรอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยังเป็นผู้คัดเลือกผู้ประกอบการที่จะมาเป็นจักรเฟืองช่วยรัฐบาลพัฒนาอุตสาหกรรมของชาติ กลุ่มแชโบล (chaebol) ที่ผู้นำของกลุ่มสมัยนั้นได้รับการคัดเลือกและชี้นำตามวิธีการของนายพลปัก จุงฮีให้สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลกไปแล้ว ก็มีเช่นบริษัท Samsung, Sunkyong (SK), Hyundai และ Lucky Goldstar (LG) เป็นต้น  บางเอกสารเรียกระบบของประธานาธิบดีปัก จุงฮีว่า “Government-directed Capitalism”  ภายหลังการเข้าบริหารประเทศของนายพลปัก จุงฮีเพียง 4 ปี มูลค่าการส่งออกที่มาจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตเริ่มเพิ่มขึ้นมามีค่าเท่ากับมูลค่าการส่งออกที่มาจากนอกภาคอุตสาหกรรมการผลิต และมีค่าหนีห่างมากขึ้นเรื่อยๆ (รูปที่ 5)

 

 

รูปที่ 5 เปรียบเทียบมูลค่าการส่งออกจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตกับนอกภาคอุตสาหกรรมการผลิตของเกาหลีใต้ระหว่างปีพ.ศ. 2500-2513 ในปีพ.ศ. 2504 ที่นายพลปัก จุงฮีเริ่มเข้าบริหารประเทศ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีมูลค่าการส่งออก 2.02 ร้อยล้านบาท น้อยกว่าของนอกภาคอุตสาหกรรมการผลิตเช่นจำพวกแร่เหล็กและทังสเตน, แกรไฟต์, ไหม, การประมง และการเกษตรกรรม เป็นอาทิ ที่มีมูลค่าการส่งออก 11.27 ร้อยล้านบาท แต่หลังจากที่รัฐบาลผลักดันเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศอย่างมุ่งมั่นไปได้ประมาณ 10 ปี มูลค่าการส่งออกที่มาจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตกลับมีค่าสูงกว่าที่มาจากการผลิตขั้นปฐมภูมิ (primary production) ถึง 3.4 เท่า (ข้อมูลที่ใช้ในการสร้างกราฟนำมาจาก [2])

 

        ระหว่างปีพ.ศ. 2513-2522 เป็นช่วงที่รัฐบาลของนายพลปัก จุงฮีเปลี่ยนเป้าหมายไปยังอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง (ด้านเครื่องจักรกลและโครงสร้างพื้นฐาน) และ อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2516 ประธานาธิบดี ปัก จุงฮีประกาศนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเคมีและอุตสาหกรรมหนัก โดยมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า, เคมี, การผลิตเครื่องจักรกล, การผลิตเรือ และอิเล็กทรอนิกส์  ในการนี้ไม่แต่เพียงใช้เงินซื้อโรงงานจากต่างประเทศมาแบบพร้อมใช้งานที่รวมถึงโปรแกรมฝึกอบรมทางเทคนิค หรือซื้อใบอนุญาตให้ได้ใช้สิทธิในเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่รัฐบาลยังได้ลงทุนจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ขึ้นมาหลายแห่งเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศตามทันเทคโนโลยีใหม่ๆทางด้านอุตสาหกรรมหนักและสารเคมี เช่น Korea Institute of Machinery and Metals, Electronics and Telecommunications Research Institute, Korea Research Institute of Chemical Technology, Korea Research Institute of Standards and Science, Korea Institute for Energy Research และ Korea Ocean R&D Institute ศูนย์ R&D เหล่านี้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม นั่นคือเกาหลีใต้พัฒนาตัวเองให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมด้วยการเคี่ยวเข็ญตัวเองให้มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี โดยมีประเทศที่ประสบความสำเร็จมาก่อนแล้ว เช่นญี่ปุ่น เป็น benchmark นั่นทำให้ต่อมาเกาหลีใต้ก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตเรือใหญ่เป็นที่สองของโลก ไม่ใช่เคยชินอยู่แต่กับการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศมาสร้างเศรษฐกิจให้ ผ่านไปกี่ปีกี่ชาติก็สร้างแบรนด์ตัวเองขึ้นมาไม่ได้สักที ในแง่นี้ล้าหลังแม้เทียบกับประเทศเวียตนามด้วยซ้ำ (รูปที่ 6)

 

 

รูปที่ 6 Vsmart สมาร์ทโฟนสัญชาติเวียตนามเปิดตัวตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว ผลิตจากโรงงานของบริษัท Vingroup ที่เมืองไฮฟอง (ที่มารูป: http://vingroup.net/en-us/news-events/news-events/vsmart-officially-distributed-in-the-spain-market-3354.aspx)

 

        ในขณะที่กระบวนการเรียนรู้และดูดซึมเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเองกำลังดำเนินไปนั้น รัฐบาลก็วางรากฐานการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T) ของชาติให้เข้มแข็งควบคู่ไปด้วย รัฐบัญญัติการสนับสนุนส่งเสริม S&T และรัฐบัญญัติการศึกษาวิทยาศาสตร์ผ่านรัฐสภาในปีพ.ศ. 2510 ซึ่งเป็นพื้นฐานของการจัดตั้ง Korea Institute of Science and Technology (KIST) ในปีพ.ศ. 2509 (สหรัฐอเมริกาให้คำปรึกษาและสนับสนุนทุนรอนตั้งตัวบางส่วน) และเกิดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Ministry of Science and Technology หรือ MOST) ในปีพ.ศ. 2510 (เปลี่ยนเป็น Ministry of Education, Science and Technology หรือ MEST ในปีพ.ศ. 2551)  ในปีพ.ศ. 2513 รัฐบาลได้ตรารัฐบัญญัติ Korea Advanced Institute of Sciences (KAIS, ปัจจุบันคือ KAIST โดยเติมคำว่าเทคโนโลยีต่อท้าย) KIST เป็นองค์กรแรกของรัฐบาลที่ดูแลการ R&D ด้านเทคโนโลยีประยุกต์ของชาติ (รูปที่ 7) ในขณะที่ KAIST เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยด้าน S&T แห่งแรกของประเทศ ปัจจุบัน KAIST เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้  และเป็นอันดับที่ 13 ของเอเชีย (โดยการจัดอันดับของ The World University Rankings 2019)

 

 

รูปที่ 7 งบประมาณเฉพาะด้าน R&D ประจำปีพ.ศ. 2553 ของ KIST คือ 185.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.7 พันล้านบาท (เงินอุดหนุนที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ของอดีตกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รับจากรัฐบาลไทยในปีพ.ศ. 2561 คือ 3.9 พันล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นงบดำเนินงาน 2.6 พันล้านบาท) จากงบประมาณก่อตั้ง (ไม่รวมค่าที่ดิน) 22.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ที่มาจากความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในรูปของเงินให้เปล่าและเงินให้กู้ยืม 7.2 กับ 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ และส่วนที่เหลืออีก 13.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาจากรัฐบาล) ในปีพ.ศ. 2509 มาถึงวันนี้ KIST เติบโตจนมี 4 วิทยาเขต คือ 3 แห่งในประเทศ ส่วนแห่งที่ 4 อยู่ที่เมือง Saarbrueken ประเทศเยอรมนี [3]

 

        ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งศูนย์ R&D ขึ้นมาอีกหลายแห่ง  ซึ่งล้วนเพื่อทำหน้าที่ทั้งการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมเรียนรู้และดูดซึมเทคโนโลยีใหม่ๆจากต่างประเทศ  และการช่วยภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพด้าน R&D ขึ้นมาในอุตสาหกรรมของตัวเอง ในปีพ.ศ. 2517 (ตรงกับยุครัฐบาลท่านสัญญา ธรรมศักดิ์) รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการ Daedeok Science Town (หรือ Daedeok Innopolis ในปัจจุบัน) ที่เมืองแทจอน (Daejeon) ห่างจากกรุงโซลไปทางใต้ 140 กิโลเมตร เพื่อเป็นแหล่งรวมศูนย์ R&D ต่างๆของทั้งภาครัฐและเอกชน (ตารางที่ 2) ซึ่งมหาวิทยาลัย KAIST ก็ตั้งอยู่ที่นี่ด้วย

 

ตารางที่ 2 พัฒนาการของ Daedeok Innopolis ระหว่างปีพ.ศ. 2522 - 2553 ในจำนวนนักวิจัยกว่า 24,000 คนในปีพ.ศ. 2553 เป็นนักวิจัยวุฒิปริญญาเอกจำนวน 6,200 คน [4]

 


        ในช่วงต้นของการปรับเปลี่ยนให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมโดยตรงในการเรียนรู้และดูดซึมเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใน ต้องถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผล เพราะเมื่อถึงช่วงปลายของรัฐบาลประธานาธิบดีปัก จุงฮี เกาหลีใต้ก็เริ่มมีสินค้าส่งออกจำพวกที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น เช่น เรือ, เซมิคอนดักเตอร์ และโทรทัศน์ เป็นต้น (บางเอกสารระบุว่าในช่วงแรกๆ ตลาดหลักของสินค้าส่งออกของเกาหลีใต้คือประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคอยช่วยเหลือดูแลเกาหลีใต้มาตลอดหลังสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตแบ่งแยกประเทศเกาหลีออกเป็นเหนือกับใต้ในปีพ.ศ. 2488)

 

3.ช่วงพัฒนาศักยภาพการทำ R&D ด้วยตัวเอง

 

        นโยบายจำกัดบทบาทของ FDI และการซื้อลิขสิทธิ์ต่างชาติดังกล่าวแล้วตอนต้นนั้น มีข้อดีที่เกาหลีใต้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีในราคาถูก และบริษัทของคนเกาหลีเป็นอิสระจากอิทธิพลของบริษัทข้ามชาติเมื่อจะพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเองในประเภทเดียวกับของบริษัทข้ามชาติ (นี่คือปัญหาหนึ่งที่เอกชนไทยประสบเมื่อคิดจะพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ บริษัทข้ามชาติที่มีโรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งหลายยี่ห้อในประเทศในแง่หนึ่งมีส่วนทำให้เกิดมีอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ในประเทศ แต่ในอีกแง่หนึ่งบริษัทผลิตชิ้นส่วนประกอบฯก็เป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือ ไม่มีอิสระในการผลิตสินค้าให้กับลูกค้ารายอื่น) แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เกาหลีใต้จะไม่ได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆของบริษัทข้ามชาติ อย่างไรก็ตามในที่สุดเกาหลีใต้ก็สามารถฝ่าฟันไปได้ เพราะเกาหลีใต้โชคดีที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งด้านทุนมนุษย์ที่มีการศึกษาดีและมีวินัยสูง ซึ่งต้องยกความดีให้กับลัทธิขงจื๊อที่ให้คุณค่าสูงกับการศึกษาและการให้ทุนการศึกษา ลัทธิขงจื๊อได้เข้ามาเป็นแนวปฏิบัติในชีวิตประจำวันของคนเกาหลีตั้งแต่เมื่อเริ่มต้นยุคโชซอนประมาณพ.ศ. 1935 (ตรงกับสมัยของสมเด็จพระราเมศวรของราชวงศ์อู่ทองครั้งที่ 2 แห่งอาณาจักรอยุธยา)

 

        เมื่ออุตสาหกรรมของประเทศพัฒนาขึ้น ความลึกและซับซ้อนของเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นด้วย การนำเข้าเทคโนโลยีด้วยวิธีการแบบเดิมเริ่มไม่ดีพอเสียแล้ว หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เกาหลีใต้จะต้องสร้างความสามารถด้าน R&D ของตัวเองขึ้นมา ดังนั้นในปีพ.ศ. 2525 รัฐบาลจึงได้เริ่มดำเนินการโปรแกรม R&D แห่งชาติขึ้น ที่มีมาตรการหลายรูปแบบ ดังแสดงตัวอย่างในตารางที่ 3 เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมกิจกรรม R&D และสร้างสรรค์นวัตกรรมในภาคเอกชน รัฐบาลที่รับช่วงต่อมาจากรัฐบาลของประธานาธิบดี ปัก จุงฮี ก็ยังคงยึดถือแนวทางเดิมในการพัฒนาชาติให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง คือยังคงเล่นบทบาทครบเครื่อง ทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ (rule setter), ผู้กำหนดเป้าหมาย (target setter) และผู้สนับสนุนทางการเงิน (financier) โดยเฉพาะในการพัฒนาศักยภาพด้าน R&D และการสร้างสรรค์นวัตกรรมของชาติ

 

ตารางที่ 3 แสดงรายชื่อโปรแกรมต่างๆเพื่อส่งเสริม R&D และการสร้างสรรค์นวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศเกาหลีใต้ และตัวอย่างงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลในปีพ.ศ. 2548 ซึ่งจะเห็นว่าโปรแกรมเงินอุดหนุนการทำ R&D มีจำนวนและมูลค่าสูงที่สุด [1]

 

*หมายถึงการส่งเสริมให้เกิดความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆจากกลุ่ม SME

 

        ด้วยเหตุนี้ จำนวนศูนย์ R&D ในภาคอุตสาหกรรมที่ลงทะเบียนไว้กับ Korea Industrial Technology Association จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เช่นในปีพ.ศ. 2527 มีศูนย์ R&D เชิงอุตสาหกรรมอยู่ 129 ศูนย์ แต่ในปีพ.ศ. 2529 เพิ่มขึ้นเป็น 200 ศูนย์ แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ศูนย์ในปีพ.ศ. 2538 ส่วนในปีพ.ศ. 2552 มีมากกว่า 17,000 ศูนย์ การลงทุนด้าน R&D ของเกาหลีใต้ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยมีค่า 526 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (0.81% GDP) ในปีพ.ศ. 2524 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 33.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.47% GDP) ในปีพ.ศ. 2550 ส่วนในปีพ.ศ. 2560 ค่า R&D expenditure ขึ้นไปสูงถึง 69.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.18 ล้านล้านบาท) ซึ่งจัดว่ามีค่าสูงเป็นอันดับที่ 5 ของหมู่ประเทศสมาชิก OECD หรือเทียบเท่ากับ 4.55% GDP ที่จัดว่ามีค่าสูงที่สุดในโลก [5]  ในปีเดียวกันนี้ค่า R&D expenditure ของประเทศไทยอยู่ที่ 0.16 ล้านล้านบาท (1% GDP) [6]  ถ้าย้อนอดีตกลับไปมากกว่า 50 ปี ประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้มีการลงทุนด้าน R&D ในระดับที่ใกล้เคียงกันคือประมาณ 0.2-0.24% GDP แต่เกาหลีใต้ละทิ้งตัวเลขนี้ไปอย่างไม่ใยดีตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ. 2508 แถมยังเพิ่มค่าขึ้นเรื่อยๆ  ในขณะที่ไทยยังคงอ้อยอิ่งอยู่กับตัวเลขนี้ต่อมาอีกถึงประมาณครึ่งศตวรรษ ทำไมผู้บริหารของทั้งสองประเทศจึงได้มีวิสัยทัศน์แตกต่างกันมากมายขนาดนี้ ?

 

        เมื่อภาคอุตสาหกรรมเติบโตเข้มแข็งและช่วยตัวเองได้มากขึ้นๆ รัฐบาลก็ค่อยๆลดบทบาทการเข้าไปช่วยเหลือกิจกรรมด้าน R&D ของเอกชนโดยตรงลง (รูปที่ 8)  แล้วเปลี่ยนบทบาทเป็นการช่วยเหลือทางอ้อมคือทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนกับผู้อำนวยความสะดวก เช่นการสนับสนุนการวิจัยเชิงประยุกต์ หรือการพัฒนาการศึกษาของชาติ  เพราะทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพและความรู้ดีเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศและการแข่งขันที่เข้มข้นด้านเทคโนโลยีในเวทีตลาดโลก

 

 

รูปที่ 8 แสดงสัดส่วนการลงทุนด้าน R&D ระหว่างภาครัฐ (สีม่วง) และเอกชน (สีเหลือง) ของเกาหลีใต้ระหว่างปีพ.ศ. 2507-2547 (ที่มารูป: https://www.slideshare.net/seogwon/innovation-in-korea-20131023)

 

        เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรมสามารถแข็งขันได้ดีกว่าและมียอดขายสูงกว่าในตลาดต่างประเทศ แต่สินค้าจำพวกนี้ก็ต้องพึ่งพาการทำ R&D สูงด้วย ดังนั้นมูลค่าการลงทุนด้าน R&D ของเอกชนย่อมจะขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ ตารางที่ 4 ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเช่นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์มีการลงทุนด้าน R&D สูงกว่าพวกอุตสาหกรรมอาหารหลายเท่า ซึ่งถ้าเป็นไปตามครรลองนี้ก็แปลว่าโอกาสที่การลงทุนด้าน R&D จากภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่จะมีมูลค่าสูงน่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เป็นของต่างชาติ ซึ่งทำ R&D ที่ประเทศแม่ ไม่ใช่ในโรงงานประกอบที่ประเทศไทย ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งจากเกาหลีใต้ก็คือ มูลค่าการลงทุนด้าน R&D ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจด้วย ดังจะเห็นได้จากตารางที่ 5 ว่าความเข้มข้นของการลงทุนด้าน R&D จะกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มแชโบลขนาดใหญ่ เช่น Samsung Electronics, Hyundai Motors, LG Electronics, Hynix และ GM Daewoo Auto and Technology  ส่วนองค์กรธุรกิจเชิงเดี่ยวจะลงทุนด้าน R&D ค่อนข้างน้อย เพราะมีความทนทานต่อความแพงและความเสี่ยงของการทำ R&D ต่ำกว่า หรืออาจพูดได้อีกอย่างว่า “สายป่านยาวไม่พอ” ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดของประธานาธิบดีปัก จุงฮี ตั้งแต่ต้นที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เปรียบเหมือนเป็นหุ้นส่วนของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรม (large firm-oriented industrial policy) ข้อเท็จจริงทั้ง 2 ประการนี้ส่งสารถึงผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทยว่าควรเลิกพูดให้ SME หรือบริษัทเล็กบริษัทน้อยอะไรก็ได้ในบ้านเรามาร่วมลงขันทำ R&D กับนักวิจัยในมหาวิทยาลัยได้แล้ว ตรงกันข้าม รัฐบาลนั่นแหละต้องเป็นฝ่ายยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาโดยตรงในการทำ R&D เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเหมือนอย่างที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ส่วนการจะให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยมาร่วมลงขันทำ R&D ในมูลค่าที่เป็นเนื้อเป็นหนังและในระยะเวลาที่เป็นไปได้ ก็ต้องดูด้วยว่าองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ของคนไทยเหล่านั้นที่ถึงแม้จะมีสายป่านยาว แต่มีความทะเยอทะยานระดับใด ความทะเยอทะยานนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องช่วยกระตุ้น ดังเช่นที่รัฐบาลประธานาธิบดีปัก จุงฮีกระตุ้นและสนับสนุนให้บริษัท Hyundai ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างให้ขยับขยายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ด้วยในปีพ.ศ. 2510 เป็นต้น ปัจจุบัน Hyundai เป็นกลุ่มแชโบลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกลุ่ม Samsung

 

ตารางที่ 4 การใช้จ่ายด้าน R&D ของอุตสาหกรรมประเภทต่างของเกาหลีใต้ในปีพ.ศ. 2550 [1]

 


ตารางที่ 5 ความเข้มข้นของการลงทุนด้าน R&D ของ 5 อุตสาหกรรมชั้นนำของเกาหลีใต้เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆในปีพ.ศ. 2550 [1]

 


        เมื่อทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญมากกับเรื่อง S&T และ R&D ศักยภาพของประเทศก็เพิ่มขึ้นในหลากหลายด้าน เช่นจำนวนนักวิจัยที่เพิ่มขึ้น ดังแสดงในตารางที่ 6 นักวิจัยในเกาหลีใต้มี career path ที่ชัดเจน  โดยนักวิจัยส่วนใหญ่อยู่ในหน่วย R&D ของอุตสาหกรรมเอกชน รองลงมาคืออยู่ในมหาวิทยาลัย และ หน่วย R&D ของรัฐบาล ตามลำดับ ในปีพ.ศ. 2559 จำนวนนักวิจัยด้าน R&D ของเกาหลีใต้อยู่ที่ 7,113 คน / ประชากร 1 ล้านคน (ส่วนของไทยอยู่ที่ 1,210 คน / ประชากร 1 ล้านคน)

 

ตารางที่ 6 ปริมาณค่าใช้จ่ายด้าน R&D และจำนวนนักวิจัยตามขนาดของสถานธุรกิจ ระหว่างพ.ศ. 2540-2546 [1]

 


        เมื่ออุตสาหกรรมของประเทศต้องการนักวิจัยที่มีคุณภาพสูงขึ้นในจำนวนที่มากขึ้นตามการแข่งขันที่สูงขึ้นมากในตลาดสากล ส่งผลสะท้อนให้กิจกรรมด้าน S&T ของชาติต้องพัฒนาคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย ผลงานทางวิชาการด้าน S&T ของประเทศจึงเพิ่มขึ้นทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ดังจะเห็นได้จากตารางที่ 7 ซึ่งก็ส่งผลให้จำนวนสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังแสดงในตารางที่ 8 เพราะสิทธิบัตรเกิดได้จากการทำ R&D เท่านั้น

 

ตารางที่ 7 จำนวนบทความทางวิชาการของเกาหลีใต้ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล Science Citation Index ระหว่างพ.ศ. 2523-2550 [1]

 


ตารางที่ 8 ข้อมูลด้านสิทธิบัตรของเกาหลีใต้ระหว่างพ.ศ. 2528-2550 [1]

 


*
KIPO = Korea Industrial Property Office (สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลีใต้)

 

        ความสำเร็จของการพัฒนาชาติที่ริเริ่มไว้โดยประธานาธิบดี ปัก จุงฮี และสานต่อโดยรัฐบาลต่อๆมาสามารถดูได้จากโฉมหน้าของสินค้าส่งออกที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ตารางที่ 9 แสดงให้เห็นว่าจากสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นต่ำ (low-tech) เป็นส่วนใหญ่ในปีพ.ศ. 2523 ได้กลายเป็นสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (hi-tech) ล้วนๆในปัจจุบัน สิ่งที่แตกต่างกับประเทศไทยนั้นไม่ใช่แต่เพียงในแง่มูลค่าการส่งออก หรือระดับของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ว่าเงินที่ขายของได้มามีคนต่างชาติมาแบ่งเอาไปเท่าใด เพราะการที่เกาหลีใต้มีนโยบายพึ่ง FDI แต่น้อย อุตสาหกรรมทั้งหลายจึงเป็นของคนเกาหลีใต้เป็นส่วนใหญ่ ผลประโยชน์ตกอยู่ในประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ของไทยเล่า อุตสาหกรรมรถยนต์ หรืออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ / อิเล็กทรอนิกส์ก็ดี ต่างชาติส่งผลประโยชน์กลับบ้านเกิดเมืองนอนเท่าใด  ที่เหลือตกหล่นอยู่ในประเทศก็เข้าไปอยู่ในมือของคนไทยเพียงบางกลุ่มที่ไม่ค่อยมีสำนึกได้เองที่จะช่วยพัฒนา R&D ด้าน S&T ให้แข็งแกร่งขึ้นมาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของชาติตัวเอง

 

ตารางที่ 9 พัฒนาการของสินค้าส่งออก 10 อันดับแรกของเกาหลีใต้เปรียบเทียบกับของไทยสำหรับปีพ.ศ. 2561

 


4. การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

 

        ถึงแม้ว่าการพัฒนาชาติโดยการเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมจะประสบความสำเร็จจนเป็นที่กล่าวขานอย่างยกย่องว่าเป็น “ปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน” แต่เกาหลีใต้ก็รู้ว่าคุณภาพของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของตัวเองยังต่ำกว่าของประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพราะยังพร่องในความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์และการคิดเชิงสร้างสรรค์ หรือการคิดเชิงนวัตกรรม คือในโลกเทคโนโลยีและนวัตกรรมอนาคต การเก่งแต่เอาองค์ความรู้ที่คนอื่นคิดมาปรับปรุงพัฒนานั้นเป็นความสามารถในการที่จะแข่งขันได้ทางเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอ ต้องเก่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆได้เองด้วย ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งและแน่นแฟ้น และสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของคนในชาติ ดังนั้นตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ. 2530 เป็นต้นมารัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มส่งเสริมโปรแกรมวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ เงินลงทุนสูง เพื่อกระตุ้นการค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน หรือเรียกสั้นๆว่าโปรแกรม “Big Science” เช่นในปีพ.ศ. 2531 ได้สนับสนุนการสร้างเครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน Pohang Light Source (คล้ายกับเครื่องของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนที่โคราช แต่มีพลังงานของอิเล็กตรอนสูงกว่าของไทย 2 เท่า) และต่อมาในปีพ.ศ. 2554 ได้ลงทุนประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท สร้าง Pohang Accelerator Laboratory X-ray Free Electron Laser เพิ่มเติม ซึ่งทั้ง 2 เครื่องอยู่ที่เมืองโปฮัง, ในปีพ.ศ. 2532 ได้ตั้งสถาบัน Korea Aerospace Research Institute (เฉพาะในปีพ.ศ. 2559 ได้รับงบประมาณสนับสนุน 583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเครื่องยนต์จรวดขับดันยานอวกาศขึ้นเอง ในปีพ.ศ. 2556 ได้ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการส่งดาวเทียม STSAT-2C (Science and Technology Satellite 2C) ขึ้นสู่วงโคจรโดยใช้จรวดขับดันที่พัฒนาขึ้นเอง และส่งขึ้นจากศูนย์ปล่อยยานอวกาศของตัวเองชื่อ  Naro Space Center ที่อยู่บนเกาะเล็กๆทางตอนใต้ ห่างจากกรุงโซล 485 กิโลเมตร (รูปที่ 9), โครงการ Highly Advanced National Project (HAN Project) ระหว่างปีพ.ศ. 2535-2544 สนับสนุน 11 โครงการใหญ่ด้วยงบประมาณรวม 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.9 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆด้านอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จะทำให้เกาหลีใต้พึ่งพาตนเองได้ในด้าน S&T มากขึ้น เช่นโครงการ ยาและเคมีการเกษตรชนิดใหม่, จอภาพชนิดแบน, ยานยนต์รุ่นใหม่, เซมิคอนดักเตอร์รุ่นใหม่, เทคโนโลยีใหม่ๆด้านพลังงาน เป็นต้น ซึ่งรับไม้ต่อโดยโปรแกรม The 21st Century Frontier R&D Program ระหว่างปีพ.ศ. 2542-2551 ซึ่งประกอบด้วย 21-22 โครงการขนาดใหญ่ที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีอุบัติใหม่ต่างๆ (emerging technologies) โดยใช้งบประมาณรวม 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.8 หมื่นล้านบาท) หรือในปีพ.ศ. 2550 ได้เข้าร่วมลงขันกับอีก 6 ประเทศชั้นนำทำอภิมหาโครงการ ITER (International Thermonuclear Experimental Reactor) มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเตาปฏิกรณ์ปรมาณูนิวเคลียร์ฟิวชันที่ใหญ่ที่สุดในโลกของโครงการนี้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่ศูนย์วิจัย Cadarache ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส แต่ก่อนหน้านั้นในปีพ.ศ. 2538 ภายใต้ HAN Project เกาหลีใต้ได้สร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณูนิวเคลียร์ฟิวชันของตัวเองขึ้น ด้วยงบประมาณเริ่มต้น 5.7 พันล้านบาท ใช้ชื่อโครงการว่า KSTAR (Korea Superconducting Tokamak Advanced Research) เพื่อเรียนรู้การควบคุมปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชันแบบ Tokamak ที่ใช้ระบบแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดแห่งแรกของโลก ซึ่งประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย ได้ค้นพบ breakthrough ที่สำคัญๆ โครงการนี้รับช่วงต่อโดยโครงการที่ใหญ่กว่าชื่อว่า K-DEMO มูลค่าประมาณ 941 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท) และการจ้างงานกว่า 2,400 ตำแหน่ง เพื่อเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชันในปีพ.ศ. 2580 เป็นต้น เกาหลีใต้มีความทะเยอเทะยานที่จะเพิ่มค่า R&D expenditure ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5% GDP (มีค่า 4.3% GDP ในปีพ.ศ. 2561) และต้องการเป็นประเทศหนึ่งที่เป็น “จ้าวแห่งเทคโนโลยี” ในอนาคต

 

 

รูปที่ 9 ภาพความสำเร็จของการทดลองส่งจรวด KSLV-II TLV ที่เกาหลีใต้พัฒนาเองจาก Naro Space Center เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 (ที่มารูป: https://www.youtube.com/watch?v=v3aFCtrrRsw)

 

5.บทส่งท้าย

 

       เรื่องราวความสำเร็จของการพัฒนาประเทศหนึ่งๆมีความเฉพาะตัวสูงก็จริง ด้วยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่แตกต่างกันเช่นสภาพสังคมและการเมืองเป็นต้น  แต่จากเรื่องราวของ “ปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน” ที่เกิดจากการผูกประสานปัจจัย 3 ด้านต่อไปนี้เข้าด้วยกัน คือ

 

  1. ภาครัฐร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรมและส่งเสริมอุตสาหกรรมของประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันกับตลาดภายนอกประเทศ
  2. การมีการศึกษาและวินัยที่ดีของพลเมือง และ
  3. การส่งเสริม S&T และสนับสนุน R&D เพื่อสามารถสร้างนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง

 

        จะเห็นได้ว่าอย่างน้อยมีอยู่ปัจจัยหนึ่งที่เหมือนกันกับเรื่องราวความสำเร็จของการพัฒนาชาติของประเทศไต้หวันและประเทศสิงคโปร์ที่เคยเล่าไปก่อนหน้านี้แล้ว [9, 10] นั่นคือต่างก็ใช้ “S&T เป็นอาหารบำรุงเศรษฐกิจ R&D เป็นครัวผลิตนวัตกรรม

 

        จึงนำมาสู่ข้อสรุปสุดท้ายในที่นี้ว่าในการที่จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ของชาตินั้น ทั้งรัฐบาล, มหาวิทยาลัย และ ภาคเอกชน ล้วนมีบทบาทสำคัญที่ต้องรับผิดชอบแสดงร่วมกัน ดังแสดงในรูปที่ 10 กล่าวคือถ้าไม่มีการวิจัยเชิงพื้นฐานและ/หรือการวิจัยเพราะความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย กระไรเลยจะเกิดมีของใหม่ๆอย่างเช่นวัสดุ graphene [11] หรือวัสดุ topological insulators [12] หรือการมองอนาคต (foresight) เช่นการพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นอาทิ เพื่อโอกาสการเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม เพราะภาคอุตสาหกรรมก็คงต้องวุ่นวายอยู่กับการวิจัยเชิงพัฒนาเช่นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือการปรับปรุงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตัวเอง แต่แล้วปัญหาของสังคมเช่นปัญหาด้านสาธารณสุข, ปัญหาขยะล้นประเทศ, ปัญหาราคาและ/หรือคุณภาพผลิตผลทางการเกษตรตกต่ำ ฯลฯ ใครเล่าจะเป็นคนดูแล ถ้าไม่ใช่รัฐบาล  รัฐบาลยังสามารถใชั GRI ทำวิจัยเชิงประยุกต์เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของจักรกลแห่งการเติบโต (growth engine) ของประเทศได้ด้วย เช่นรัฐบาลเกาหลีใต้มีแผนที่จะทุ่มงบประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาทในการทำ R&D เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเด็น 1) การลดราคารถยนต์ EV ลงให้ได้ต่ำกว่าคันละ 8 แสนบาท (ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 1 ล้านบาท / คัน) และ 2) การเพิ่มระยะทางวิ่งของรถยนต์ EV ให้ได้ยาวกว่า 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 400 กิโลเมตร) ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศ

 

 

รูปที่ 10 การแบ่งบทบาทระหว่างรัฐบาล, มหาวิทยาลัย และธุรกิจเอกชนที่เป็นพลังประสานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ของชาติในโลกยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปรวดเร็วมาก (age of disruption) ในที่นี้ GRI = Government-sponsored Research Institutes

 

        การเกิดกระทรวงอว. (รูปที่ 11) จึงน่าจะทำให้มีโอกาสบริหารจัดการให้เป็นไปในแนวทาง Triple Helix ได้ดีกว่าเดิมมาก ซึ่งแบบเดิมนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ทันการและด้อยประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศชาติเสียโอกาสไปมากมาย ดูจากเรื่องเซลล์แสงอาทิตย์เป็นตัวอย่าง ที่ทำท่าว่าฟิตมากเมื่อประมาณ 13 ปีก่อน ลงทุนไปแล้วนับหลายร้อยล้านบาท [13] มีแม้อาคาร R&D ของตัวเอง แต่มาวันนี้กลับเงียบกริบ ในขณะที่ศูนย์วิจัย Solar Energy Research Institute of Singapore (SERIS) ของสิงคโปร์พัฒนาขึ้นทุกปี จนปัจจุบันสามารถผลิตเซลล์แสงอาทิตย์แบบของตัวเองที่มีประสิทธิภาพ 22.8% ได้แล้ว [14] ทั้งๆที่ตั้งขึ้นทีหลังด้วยซ้ำ (เซลล์แสงอาทิตย์ในตลาดขณะนี้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ 15-22.7% ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต)

 

        หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐมนตรีท่านแรกของกระทรวงใหม่นี้จะติดกระดุมเม็ดแรกถูกต้องเหมาะเหม็ง การควบรวมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ท่านได้ใช้ทรัพยากรจากมหาวิทยาลัยได้เต็มที่ นักวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า แม้ในสภาวการณ์ที่อัตคัดขัดสนกว่ามากทั้งในด้านทุนรอน (เงินทุนวิจัยและอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยเหมาะสม) และเวลา (ต้องทำทั้ง R&D, สอนหนังสือ, คุมlab, บริหารหลักสูตร, เป็นกรรมการโน่นนี่นั่น, ทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม ฯลฯ) พวกท่านก็ยังคงกัดฟันทุ่มเทให้กับการพัฒนา S&T ของชาติอย่างไม่ย่นระย่อ พวกท่านเหล่านี้สามารถทำได้ดีกว่านี้มาก ถ้าได้รับการสนับสนุนเหมือนอย่างที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในประเทศเกาหลี, สิงคโปร์ หรือไต้หวันได้รับ โปรดใช้โอกาสนี้อย่างชาญฉลาดและยุติธรรม ........ ประเทศชาติไม่อาจจะเสียโอกาสไปมากกว่านี้ได้อีกแล้วครับท่าน

 

 

รูปที่ 11 ป้ายกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ติดตั้งใหม่ที่อาคารของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ถนนศรีอยุธยา ใกล้สี่แยกพญาไท กรุงเทพมหานครฯ วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 คือวันถือกำเนิดอย่างเป็นทางการของกระทรวงอว. (ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562)

 

เอกสารอ้างอิง

 

  1. Sungchul Chung, “Innovation, Competitiveness, and Growth: Korean Experiences”, Annual World Bank Conference on Development Economics, 2010, ที่เว็บไซต์: https://www.rrojasdatabank.info/wbdevecon10-22.pdf.
  2. Jungho Yoo, “Korea’s Rapid Export Expansion in the 1960s: How It Began”, KDI Journal of Economic Policy 2017, 39(2): 1-23, ที่เว็บไซต์: http://www.kdijep.org/assets/pdf/830/jep-39-2-1.pdf
  3. Park Sehyung, “Role of S&T in Korea’s Economic Development: Case of KIST”, K-Developedia, 19 Aug. 2014, ที่เว็บไซต์https://www.kdevelopedia.org/Resources/all/role-st-koreas-economic-development--04201409050133990.do;jsessionid=AFA3061392AC3F5343CB5A2401C34C54?DOC_T
  4. Deog-Seong Oh and Insup Yeom, “Daedeok Innopolis is Korea: From Science Park to Innovation Cluster”, ที่เว็บไซต์ : http://www.wtanet.org/kor/ds_imgs/sub04/wtr2/WTR01020206BP.pdf
  5. Yoon Young-sil, “S. Korea's R&D Spending to GDP Ratio Highest in the World”, 28 November 2018, ที่เว็บไซต์: http://www.businesskorea.co.kr/news/articleView.html?idxno=26955
  6. “STI discloses faster-than-expected R&D achievements and lays down strategies for Thailand to star in the 21st century”, 14 March 2019, Ministry of Education, ที่เว็บไซต์: http://www.en.moe.go.th/enMoe2017/index.php/articles/337-sti-discloses-faster-than-expected-r-d-achievements-and-lays-down-strategies-for-thailand-to-star-in-the-21st-century
  7. Daniel Workman, “South Korea’s Top 10 Exports”, 31 January 2019, ที่เว็บไซต์: http://www.worldstopexports.com/south-koreas-top-10-exports/
  8. “10 อันดับส่งออกไทย”, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย, 24 มกราคม 2562, ที่เว็บไซต์: www.efinancethai.com/Advertorial/AdvertorialMain.aspx?name=ad_201901241159
  9. “มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”, ในเว็บไซต์นี้, เผยแพร่: 23 สค. 2561.
  10. “การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์”, ในเว็บไซต์นี้, เผยแพร่: 9 พย. 2561.
  11. “กราฟีน: วัสดุมหัศจรรย์ประโยชน์อนันต์”, ในเว็บไซต์นี้, เผยแพร่: 14 พค. 2562.
  12.  “รางวัลเบรคทรูด้านฟิสิกส์พื้นฐานประจำปี 2562”, ในเว็บไซต์นี้, เผยแพร่: 19 เมย. 2562.
  13. “แผน 5 ปี 'โซลาร์เซลล์' ปี 2553 ไทยราคาถูกที่สุดในโลก”, เผยแพร่: 23 พ.ค. 2549 10:46   โดย: MGR Online ที่เว็บไซต์: https://mgronline.com/live/detail/9490000067192
  14. Annual Report 2018, Solar Energy Research Institute of Singapore (SERIS), ที่เว็บไซต์: http://www.seris.sg/doc/publications/Annual-Reports/SERIS_AR2018.pdf

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด