นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ

25 พฤศจิกายน 2556

 

        ในอดีตนั้นผู้ที่เรียนจบฟิสิกส์แล้วก็มักจะเข้าสู่เส้นทางนักวิชาการกันเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เรียนระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก มีที่มุ่งเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันมีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม ในประเทศอุตสาหกรรมมีแนวโน้มใหม่ว่าผู้ที่เรียนจบฟิสิกส์แล้วกลับเลือกมุ่งสู่ภาคอุตสาหกรรมมากกว่า ในประเทศไทยนั้นโอกาสของนักฟิสิกส์ในภาคอุตสาหกรรมจะแคบกว่าเพราะส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำ แต่เชื่อว่าสักวันหนึ่งเหตุการณ์จะต้องเปลี่ยนไป ยิ่งเมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้วหลังปี พ.ศ. 2558 ซึ่งมีความจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมของตนเองมากขึ้น โอกาสของนักฟิสิกส์ในวงการอุตสาหกรรมก็น่าจะมีมากขึ้น คอลัมน์นี้ตั้งใจที่จะเชื่อมโยงฟิสิกส์กับอุตสาหกรรมทั้งระดับใหญ่และระดับ SME เพื่อความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้นและเพื่อการร่วมมือกันยิ่งขึ้นในอนาคต

        ดังเช่นที่จะได้ประเดิมด้วยบทความดังปรากฏต่อไปนี้ ที่เรียบเรียงมาจากบทความชื่อ “What Makes an Employable Physicist?” เขียนโดย Ed Sickafus ตีพิมพ์ในนิตยสาร The Industrial Physics ฉบับ June / July 1996 ขณะนั้นผู้เขียนมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการของ Physics Department ใน Ford Research Laboratory ที่เมือง Dearborn มลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา อาจเป็นความเห็นจากสาขาเดียวของอุตสาหกรรมคืออุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ แต่ก็เชื่อว่ามีข้อคิดดีๆที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ ทั้งต่อผู้ที่กำลังเรียนฟิสิกส์และผู้ที่กำลังสอนฟิสิกส์

        อาจารย์ฟิสิกส์ของผมท่านหนึ่งเคยบอกกับพวกเราที่เป็นลูกศิษย์ว่า “เป็นนักฟิสิกส์ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ ...โชคไม่ดีที่นักฟิสิกส์ไม่ได้ถูกฝึกมาให้ทำอะไรก็ได้เป็น” อาจฟังดูเหมือนเป็นการพูดสัพยอก เอาขำ แต่จริงๆก็เป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะสำหรับนักฟิสิกส์อุตสาหกรรม (industrial physicist) คุณจะได้รับการจ้างหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นอย่างไหนของประโยคข้างต้น ขึ้นอยู่กับว่านายจ้างมองเห็นภาพของนักฟิสิกส์แบบไหนใน 2 แบบข้างต้น

 

 

        ต้องยอมรับความจริงว่าภาคอุตสาหกรรมเห็นภาพของนักฟิสิกส์ในแบบหลังของประโยคมากกว่า คือ “นักฟิสิกส์ไม่ได้ถูกฝึกมาให้ทำอะไรก็ได้เป็น” เท่าที่เห็นและเป็นอยู่นั้นภาคอุตสาหกรรมมุ่งหวังความสำเร็จจากทีมงานที่เป็นวิศวกร ไม่ใช่จากนักฟิสิกส์อุตสาหกรรม ข้อเท็จจริงนี้พุ่งตรงไปยังหัวใจของการที่จะได้งานทำในภาคอุตสาหกรรมคือการเป็นนักฟิสิกส์ที่วิศวกรอยากจ้างหรือเลื่อนขั้น

        โดยทั่วไปบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะประกอบด้วย 4 ฝ่ายหลัก คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายผลิต ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ และฝ่ายวิจัย โอกาสของการได้งานของนักฟิสิกส์อุตสาหกรรมจะมีสูงสุดที่ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตามมาด้วยฝ่ายผลิต ฝ่ายวิจัย และสุดท้ายฝ่ายบริหาร

 

โอกาสที่มีให้

        ในแต่ละฝ่ายมีโอกาสเปิดอยู่เสมอ เช่น ในฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักฟิสิกส์อาจถูกจ้างไว้สำหรับการออกแบบ การสร้างต้นแบบ การตรวจสอบแบบ การวิเคราะห์การรับประกันคุณภาพสินค้า หรือการทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ ฝ่ายผลิตก็มีตำแหน่งต่างๆในด้าน การพัฒนากระบวนการ การตรวจวิเคราะห์กระบวนการ การควบคุมคุณภาพด้วยกระบวนการทางสถิติ และ การประเมินคุณภาพอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น ส่วนฝ่ายวิจัยกับฝ่ายบริหารในบริษัทส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็ก จึงสามารถหยิบยื่นโอกาสให้ไม่ได้มากนัก

        เมื่อผมลองค้นหาดูว่าในบริษัทฟอร์ดมอเตอร์มีนักฟิสิกส์ทำงานอยู่จำนวนเท่าใดกันแน่ ผมได้พบว่าทางบริษัทไม่รู้ ฟอร์ดมีพนักงานประมาณ 345,000 คน ประมาณ 1 ใน 20 เป็นวิศวกร และคาดว่าเป็นนักฟิสิกส์เพียง 1 ใน 1,000 ที่เราไม่มีตัวเลขที่แน่นอนของจำนวนนักฟิสิกส์ที่ทำงานอยู่กับฟอร์ดก็เป็นเพราะว่าที่นี่ไม่ได้แยกตำแหน่งนักฟิสิกส์ออกมาอย่างชัดเจน แต่ผมได้พบนักฟิสิกส์หลายคนในแผนกต่างๆของบริษัทนี้ รวมทั้งประธานฝ่าย Ford Automotive Operation

        ถึงแม้ว่าภาคอุตสาหกรรมจะหยิบยื่นงานให้กับวิศวกรมากกว่านักฟิสิกส์ แต่อย่าลืมภาพลักษณ์ของคุณที่ “ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น” ไปเสีย เพราะสิ่งนี้ทำให้สามารถคิดได้ว่างานของวิศวกรบางอย่างก็เป็นโอกาสของนักฟิสิกส์ เพื่อให้ได้งานเหล่านี้คุณต้องมีความคล่องตัว สนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเต็มใจที่จะยอมรับความท้าทายใหม่ๆ หรือพูดสั้นๆ คุณต้องเป็นทรัพยากรด้านเทคโนโลยีที่มีความกระตือรือร้น นักฟิสิกส์อุตสาหกรรมที่มีทักษะนี้จะมีประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ในสายตาของฝ่ายบริหาร และมีโอกาสก้าวหน้าได้ไม่แพ้วิศวกร แต่โอกาสดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับเจตคติของการบริการลูกค้า การพยายามเข้าใจความต้องการและความจำเป็นของลูกค้า เพื่อมอบความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าด้วย

 

การให้ความสำคัญต่อลูกค้า

        ในโลกธุรกิจสมัยใหม่ คำว่า “โฟกัสที่ลูกค้า” ถูกนำไปใช้กับแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่กลยุทธ์ขององค์กร ไปจนถึงเจตคติของพนักงาน ดังนั้นนักฟิสิกส์ที่อุตสาหกรรมต้องการต้องแสดงให้เห็นว่ามีเจตคติเชิงบวกในเรื่องการโฟกัสที่ลูกค้า

        พนักงานทุกคนล้วนมีลูกค้า ไม่เป็นแบบภายนอก ก็เป็นแบบภายใน นักฟิสิกส์ในฝ่ายวิจัยต้องตอบสนองต่อลูกค้าที่เห็นศักยภาพของงานวิจัย แล้วให้การสนับสนุนลงทุนกับงานวิจัยนั้น ในฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักฟิสิกส์ทำงานให้กับลูกค้าที่เป็นฝ่ายกำหนดคุณสมบัติทางวิศวกรรมของผลิตภัณฑ์ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา หรือเป็นฝ่ายชี้นำการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้มั่นใจว่าจะสอดรับกับระบบที่เกี่ยวข้อง และเป็นคนลงทุนสนับสนุนการพัฒนา นักฟิสิกส์ในฝ่ายผลิตจัดทำชิ้นส่วนอุปกรณ์ให้กับลูกค้าเพื่อนำไปประกอบเป็นชิ้นงานตามเป้าประสงค์ของลูกค้าเป็นต้น

        ที่กล่าวมานี้ ลูกค้าของนักฟิสิกส์อาจเป็นวิศวกร ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อนร่วมทีมของนักฟิสิกส์ก็มักจะเป็นวิศวกร และมักเป็นวิศวกรอีกที่เป็นคนกำหนดรายละเอียดของงาน เป็นความจริงเชิงประจักษ์ว่าในบริษัททั่วไปมีวิศวกรมากกว่านักฟิสิกส์ ดังนั้นนักฟิสิกส์ที่ต้องการได้งานในภาคอุตสาหกรรมต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความรู้ความชำนาญของวิศวกร

 

ความสามารถและการสื่อสาร

        เมื่อผมถกกับเพื่อนร่วมงานเรื่องคุณสมบัติของนักฟิสิกส์ที่อุตสาหกรรมต้องการ ก็มีข้อเสนอหลากหลาย รวมแล้วมีมากกว่า 10 ข้อ แต่มีอยู่ 2 ข้อที่เห็นตรงกันว่ามีความสำคัญที่สุดคือ ความสามารถหลัก (core competency) กับการสื่อสาร

        ความสามารถหลักมีองค์ประกอบ 2 ประการ โดยประการแรกคือความเชี่ยวชาญในองค์ความรู้หลักๆ เช่นในวิชากลศาสตร์ หรือ เทอร์โมไดนามิกส์ เป็นต้น และประการที่สองคือความสามารถที่จะนำองค์ความรู้นั้นๆมาประยุกต์ใช้งานได้จริง คุณสมบัตินี้จะถูกให้คะแนนสูงเสมอในวงการอุตสาหกรรม นอกจากนั้น ความสามารถหลักนี่แหละที่เป็นคุณสมบัติเด่นที่สุดที่จะทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างนักฟิสิกส์กับวิศวกร

        คุณสมบัติสำคัญประการที่สองคือการสื่อสาร ซึ่งถ้าขาดศักยภาพในการสื่อสาร หรือมีศักยภาพนี้ แต่ไม่พยายามใช้อย่างกระตือรือร้น องค์กรก็จะได้ประโยชน์จากนักฟิสิกส์คนนั้นน้อยทั้งๆที่เป็นบุคลากรที่มีความสามารถ ดังนั้นนักฟิสิกส์ในวงการอุตสาหกรรมต้องสามารถนำเสนองานทั้งโดยการพูดและการเขียนได้อย่างชัดเจน

        นักฟิสิกส์หลายคนเชื่อว่าการขาดการฝึกฝนในเรื่องการสื่อสารเป็นข้อบกพร่องของการศึกษาที่พวกเขาได้รับ ตอนที่ผมยังเรียนอยู่นั้น ภาควิชาฟิสิกส์ของผมเชื่อว่าโดยการให้มีการนำเสนองานหน้าชั้น 2-3 ครั้งกับเขียนวิทยานิพนธ์ก็เพียงพอแล้วสำหรับการฝึกฝนเรื่องการสื่อสาร ผมไม่เคยได้รับการฝึกฝนใดๆทางด้านการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน นอกจากนั้นไม่มีชั้นเรียนใดๆที่เน้นย้ำเรื่องคุณภาพของการเขียน หรือ เขียนอย่างไรให้กระชับ ในตอนที่ผมเรียนอยู่ไม่มีใครสอนให้ผมเขียนรายงานสรุปการจัดการใน 1 หน้ากระดาษ และไม่มีใครสาธิตให้ผมดูว่าควรสื่อสารข้อมูลเชิงเทคนิคกับผู้ฟังที่ไม่ได้เป็นนักฟิสิกส์อย่างไร การเติมเต็มช่องว่างเหล่านี้ในการจัดการการศึกษาจะเป็นคุณูปการที่สำคัญที่จะเกิดนักฟิสิกส์ที่น่าจ้างมากขึ้น

 

ปรับแต่งเครื่องมือของท่านให้ดี

        นักฟิสิกส์ที่ได้รับการจ้างแต่ละคนจะนำเครื่องมือหลายชิ้นเข้าไปในบริษัทด้วย เครื่องมือเหล่านี้อาจเกี่ยวกับความรู้เฉพาะทางเช่นความเชี่ยวชาญในวิชาพลศาสตร์ของของไหล หรือ ฟิล์มบางเป็นต้น เครื่องมือเหล่านี้สามารถแสดงให้เห็นได้อย่างเด่นชัดว่านักฟิสิกส์นั้นเป็นตัวเสริมที่มีคุณค่าต่อฝ่ายเทคนิคขององค์กร แต่กลับเป็นว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวในการประสิทธิ์ประสาทเครื่องมือที่สำคัญยิ่งต่างๆที่นักฟิสิกส์อุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีติดตัว

 

 

        นักฟิสิกส์อุตสาหกรรมส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในเรื่อง “การออกแบบการทดลอง” แต่หลักสูตรมักจะมองข้ามการฝึกฝนในเรื่องนี้ไป ในปัจจุบันที่ตระหนักกันมากขึ้นเรื่องการคุ้มค่า-คุ้มทุน นักฟิสิกส์อุตสาหกรรมต้องสามารถประเมินค่าใช้จ่ายของการทดลอง ที่รวมถึงเวลาและบุคลากรที่ต้องใช้ ก่อนที่จะเขียนโครงการเสนอของบประมาณ แต่กลับได้พบว่ามีนักฟิสิกส์เพียงจำนวนน้อยที่เคยได้รับการฝึกฝนในเรื่องที่สำคัญนี้ของขั้นตอนการวางแผนการวิจัย

        เมื่อถูกมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการใด นักฟิสิกส์จะต้องพิจารณาความกว้างและความลึกของการทดสอบที่ต้องใช้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ การที่จะได้ข้อมูลที่ต้องการนั้นโดยทั่วไปจะขึ้นกับการออกแบบการทดลองที่ถูกต้อง เช่นปัญหานี้เกี่ยวข้องกับตัวแปรกี่ตัว ต้องทดสอบตัวแปรเหล่านี้กี่ค่า มีช่วงกว้างเท่าใด ต้องใช้เวลานานเท่าใดในการทดลอง จะนำผลการทดลองที่ได้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร ฯลฯ การฝึกฝนที่เหมาะสมในเรื่องการออกแบบการทดลองจะครอบคลุมประเด็นเหล่านี้ วินัยข้อนี้มีความสำคัญมาก จนกระทั่งบริษัทใหญ่ๆส่วนมากจัดให้มีการฝึกอบรมเรื่องนี้ขึ้นเองในบริษัท

        เมื่อคุยกับเพื่อนร่วมงานว่าตอนสมัยที่เรียนวิชาฟิสิกส์มีอะไรบ้างที่เข้าทำนอง “ได้เรียนแต่ไม่ได้ใช้” กับ “ได้ใช้แต่ไม่ได้เรียน” ก็จะได้ความเห็นว่าที่รู้แต่ไม่ได้ใช้นั้นก็ได้แก่ วิชากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ ฟิสิกส์นิวเคลียร์ และฟิสิกส์ของอะตอม ส่วนพวกที่ได้ใช้แต่ไม่ได้เรียนก็ได้แก่ การเขียน อิเล็กทรอนิกส์ และการออกแบบและการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์

 

ความคล่องแคล่วปราดเปรียวก็มีประโยชน์

        บริษัทต่างๆในสมัยนี้ต้องการพนักงานที่สามารถปรับตัวได้ดี มีความปราดเปรียวฉับไว เช่น นักฟิสิกส์ต้องสามารถรายงานผลการประเมินทิศทางใหม่ๆของเทคโนโลยีให้แก่ฝ่ายบริหารได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องทำการวิจัยเชิงลึกก่อน จะต้องมีความกระฉับกระเฉงเมื่อเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน

        คุณสมบัติอีกประการที่มีคุณค่าในสายตาของฝ่ายบริหารก็คือความคล่องตัว นักฟิสิกส์ที่สามารถเคลื่อนย้ายจากโครงการหนึ่งไปสู่อีกโครงการหนึ่งได้ หรือสามารถทำงานในสาขาอื่นๆของบริษัทได้ด้วย จะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าสูง เพื่อฝึกฝนเรื่องความคล่องตัวให้กับลูกจ้าง บริษัทฟอร์ดจะให้ทั้งนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรระดับปริญญาเอกที่ได้รับการจ้างเข้ามาใหม่เข้าโครงการหมุนเวียนที่ทำงานเป็นเวลา 2 ปี โดยพนักงานจะเป็นคนเลือกสาขาที่จะย้ายไปอยู่เอง ทั้งนี้ตามความเห็นชอบของฝ่ายบริหารด้วย โครงการนี้ยังมีประโยชน์ในแง่ของการแนะนำบริษัทของเราให้พนักงานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และ ช่วยพนักงานใหม่หาที่ทางที่เหมาะสมกับตัวเองจริงๆ

 

ผลลัพธ์

        คุณลักษณะต่างๆดังกล่าวบ่งชี้สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการให้มีในตัวของนักฟิสิกส์ที่น่าจ้าง ผมไม่ได้หมายความว่าวิศวกรนั้นมาถึงก็เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะดังกล่าว แต่นักฟิสิกส์เป็นพวกที่พร่อง อันที่จริงควรต้องพูดว่าภาคอุตสาหกรรมกำลังขาดแคลนทั้งวิศวกรและนักฟิสิกส์ที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว การฝึกอบรมนั้นสิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลา และทำให้พัฒนาการของนักฟิสิกส์อุตสาหกรรมล่าช้า ด้วยเหตุนี้ตอนหลังผู้นำอุตสาหกรรมจึงสนใจที่จะเสาะหานักฟิสิกส์ที่น่าจ้างจากผู้ที่จบปริญญาตรีหรือปริญญาโทมากกว่า ปัจจุบันนี้ผู้ที่จบปริญญาโทที่ได้รับการสอนงาน (on-the-job training) มาแล้วจะมีโอกาสได้รับการจ้างมากกว่าผู้ที่จบปริญญาเอก แต่ยังไม่เคยผ่านการสอนงานมาก่อน

        ภาพที่ผมตั้งจะแสดงให้เห็นเป็นภาพของนักฟิสิกส์ (ทั้งที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วงการอุตสาหกรรม หรือเพิ่งได้เข้าสู่วงการ) ที่จะต้องไปเผชิญกับโลกอุตสาหกรรมที่ถูกบัญญัติโดยวิศวกร นักฟิสิกส์อุตสาหกรรมที่มีคุณลักษณะดังที่กล่าวมาจะสามารถกรุยทางสู่ความสำเร็จได้เป็นอย่างดีและเป็นทรัพยากรที่มีค่าของบริษัท จงอย่าลืมว่า : นักฟิสิกส์ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด