การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่

27 มกราคม 2557

 

เกริ่นนำจากผู้แปลและเรียบเรียง

        อาจารย์ฟิสิกส์ไทยแทบทุกคน ต้องเคยถูกนักศึกษาถามในทำนองที่ว่าจบแล้วทำงานอะไรดี มีงานอะไรให้ทำบ้างที่ไม่ใช่เป็นครูบาอาจารย์ ลองมาดูกันว่าอาจารย์ฟิสิกส์ที่อังกฤษจะถูกนักศึกษาถามว่าอย่างไร แล้วตอบว่าอย่างไร ทำไมจึงตอบอย่างนั้น ซึ่งแปลและเรียบเรียงมาจากบทความชื่อ “Working in Physics: Why not do both?” ของ ศาสตราจารย์ Stephen  Sweeney ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Physics World ฉบับเดือนธันวาคม  2009  หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย

 

เริ่มเรื่อง

        คำถามที่นักศึกษามักถามผม ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาปริญญาตรีหรือระดับบัณฑิตศึกษาก็คือ ทำงานในวงการอุตสาหกรรมหรือในวงการการศึกษาดีครับ (ค่ะ)คือพวกเขายังอยากทำงานที่เกี่ยวกับการวิจัยด้านฟิสิกส์ต่อ แต่ไม่แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมแบบไหนจะเหมาะกับตัวเองมากที่สุด แต่ผมว่าบางทีทั้งสองโลกก็ไม่ได้แตกต่างกันอย่างเด่นชัดเหมือนอย่างที่คิด จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ผมมักแนะนำนักศึกษาให้เลือกทั้งสองโลก อาจฟังดูพูดง่ายแต่ทำยาก แต่ผมได้ประจักษ์ด้วยตัวเองว่าการทำตามคำแนะนำนี้ทำให้เกิดโอกาสที่ดีมากมาย

 

เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างสองโลก

        หลังจบปริญญาตรีจาก University of Bath ในประเทศอังกฤษ  ผมลังเลว่าจะยึดอาชีพอะไรดี ระหว่างเป็นครูสอนวิชาฟิสิกส์  ทำงานวิจัยในวงการการศึกษา หรือ ทำงานวิจัยและพัฒนาในวงการอุตสาหกรรม  แต่การได้ไปลองทำงานกับห้องปฏิบัติการวิจัยของรัฐบาล และลองไปเป็นครูฟิสิกส์อยู่พักหนึ่ง ช่วยให้ผมตัดสินใจได้ว่าจริงๆแล้วผมสนใจในงานด้านวิจัยประยุกต์ ที่ผมจะได้ทำงานกับปัญหาที่มีอยู่จริง แล้วใช้ความรู้ทางฟิสิกส์ช่วยแก้ปัญหา หรือพัฒนาสิ่งของบางอย่างที่มีประโยชน์จริง  ความคิดนี้ทำให้ผมตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ของเลเซอร์สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor laser physics) ที่ มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ (University of Surrey) ในปี 1995 ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสายงานอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทฟิลิปส์ (Philips) นี่เป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้อยู่ในทั้งสองโลกที่สุดยอด งานวิจัยปริญญาเอกของผมเน้นที่การพยายามเข้าใจกระบวนการต่างๆที่ไปจำกัดประสิทธิภาพของสารกึ่งตัวนำที่ใช้ทำเลเซอร์เพื่อการสื่อสารโทรคมนาคมด้วยแสง  ซึ่งผมต้องทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของศูนย์วิจัยใหญ่ของบริษัทฟิลิปส์ที่เมือง Eindhoven ในประเทศเนเธอร์แลนด์

 

 

        ในปี 2000 ผมได้ไปทำงานในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ที่บริษัท Marconi Optical Components (ปัจจุบันคือบริษัท Oclaro) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและผลิตอุปกรณ์สำหรับใช้ในการโทรคมนาคมด้วยเส้นใยนำแสง การทำงานที่นี่ทำให้หูตาผมกว้างไกลขึ้น ผมได้เรียนรู้หลายเรื่องเกี่ยวกับการทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่ กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีกำหนดเวลาที่เร่งรัดมาก และในวงการอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมาก  อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้นผมยังคงรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับวงการการศึกษาไว้โดยผ่านทางโครงการวิจัยร่วม และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกของหลายมหาวิทยาลัยที่ได้รับทุนการวิจัยจากภาคอุตสาหกรรม  สิ่งนี้ทำให้ผมยังคงได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกที่สองอยู่ และตระเตรียมลู่ทางไว้ให้ผมสำหรับการเข้าสู่โลกของการศึกษาในอนาคต

 

 

        ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางธุรกิจใด โอกาสที่จะได้ลองบางสิ่งที่ฉีกออกไปจากแนวทางหลักของบริษัทจะมีข้อจำกัดพอสมควร แต่ในวงการการศึกษา กลับตรงกันข้าม คุณสามารถทำวิจัยตามใจของคุณเองได้ แถมยังมีความคล่องตัวสูง (แต่แน่นอนว่าย่อมขึ้นอยู่กับงบประมาณด้วย)  ดังนั้นหลังจากใช้เวลาสองปีอยู่ที่ Marconi ผมเริ่มสนใจที่จะกลับไปสำรวจสายงานวิจัยที่ผมจบมาให้กว้างขึ้น การกลับเข้าสู่วงการการศึกษาจึงเป็นตัวเลือกที่ชัดเจน  ดังนั้นในปี 2002 ผมจึงได้ไปร่วมงานกับภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ และกับ Advance Technology Institute (หรือ ATI เป็นศูนย์วิจัยเชิงสหวิทยาการของมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ที่ทุ่มเทให้กับการวิจัยพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีและเทคโนโลยีของอุปกรณ์เชิงแสงสำหรับอนาคต) ในตำแหน่งอาจารย์ อย่างไรก็ตามผมยังคงใกล้ชิดอยู่กับการทำงานวิจัยกับวงการอุตสาหกรรม และต่อมาผมได้ไปร่วมงานกับบริษัท ZiNIR ในตำแหน่งหัวหน้าของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีด้วย

 

 

เหนื่อยแต่สนุก

            การทำงานกับบริษัทขนาดกะทัดรัดที่มีพลวัตสูงอย่างเช่นบริษัท ZiNIR นั้นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น บริษัทนี้เป็นผู้พัฒนาต้นกำเนิดแสงและระบบสเปกโตรเมตรีแบบพกพาสำหรับการตรวจวัดทางเคมีและชีววิทยา กับระบบตรวจวัดระยะไกลสำหรับใช้ในอวกาศ หน้าที่ของผมก็คือ เป็นหัวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท ผมจะเชื่อมตรงทั้งกับนักลงทุนและลูกค้า และมักต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ของกระบวนการทำงานของบริษัท ซึ่งผมจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและการตอบสนองที่รวดเร็วต่อความท้าทายและโอกาสที่เกิดขึ้น เช่นผมจำเป็นต้องสร้างแนวความคิดต้นแบบ แล้วพัฒนาโครงการรองรับภายในเวลาไม่กี่วัน

            ในฝั่งของการศึกษา ผมมีทีมงานที่ยอดเยี่ยมทั้งนักศึกษาปริญญาเอกและหลังปริญญาเอก (postdoc) ช่วยผมพัฒนาโครงการต่างๆนับตั้งแต่ ต้นกำเนิดแสงแบบสารกึ่งตัวนำที่ใช้พลังงานต่ำ เลเซอร์ประสิทธิภาพสูง และ การเปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้า  ไปจนถึงการพัฒนาไบโอเซนเซอร์แบบใหม่  โครงการเหล่านี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากภาคอุตสาหกรรม โดยบริษัทเหล่านั้นให้การสนับสนุนด้านทุนเล่าเรียนของนักศึกษาและทุนในการทำวิจัย  เป็นสิ่งที่วิเศษมากที่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับวงการอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกับที่ยังคงมีโอกาสสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในวงการการศึกษาหรือวงการฟิสิกส์อุตสาหกรรมและแก่วิศวกรโดยผ่านทางการบรรยาย สอนในชั่วโมงวิชาปฏิบัติการและการทำโครงการวิจัย

            ข้อเสียก็มีบ้างตรงที่ชีวิตในวงการการศึกษานั้นค่อนข้างวุ่นวาย  เราต้องวิ่งวุ่นสลับไป-มาระหว่างงานสอนหนังสือ งานวิจัย และงานบริหาร  หลายๆครั้งที่ต้องอยู่ทำงานจนดึกดื่นหรือติดพันจนไปถึงวันเสาร์ – อาทิตย์ และสำหรับผมแล้วยังผนวกงานที่ต้องทำให้กับบริษัท ZiNIR ด้วย โดยตำแหน่งแล้วผมต้องทำที่มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์แบบเต็มเวลา แต่ผมได้รับอนุญาตให้สามารถออกไปทำงานข้างนอกได้บ้าง อย่างไรก็ตามผมมักจะทำงานของบริษัท ZiNIR ในช่วงเย็นหลังเลิกงานและในวันเสาร์-อาทิตย์ ยกเว้นในกรณีที่เกิดปัญหาเร่งด่วนขึ้นมา  แต่โดยรวมแล้วผมชอบมากที่ได้ทำทั้งสามสิ่งพร้อมกันอย่างนี้ คือสอนหนังสือ ทำวิจัย และร่วมงานกับภาคอุตสาหกรรม คุณก็สามารถทำได้ ถ้าคุณต้องการ

 

หาทางสายกลางให้พบ

        สำหรับนักศึกษาที่มีความสนใจทั้งด้านการศึกษาและอุตสาหกรรม หลักสูตรที่จัดให้มีการฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรมเป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก  ที่มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ นักศึกษาที่มุ่งสู่ปริญญา BSc หรือ MPhys จะใช้เวลาประมาณ 10 – 12 เดือนสำหรับวิชาการฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรม หรือวิชาวิทยานิพนธ์ตามลำดับ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ กับภาคอุตสาหกรรมหรือห้องปฏิบัติการวิจัยทั้งภายในประเทศอังกฤษหรือในต่างประเทศ  สิ่งนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับการตัดสินใจของนักศึกษาว่าหลังจบจะไปต่อทางใด

            ถ้าอยากไปต่อที่ระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตร PhD หรือ EngD ที่ได้รับทุนจากอุตสาหกรรมนั้นเหมาะสมมากกับนักศึกษาฟิสิกส์ที่ต้องการทำวิจัยฟิสิกส์ที่น่าสนใจที่ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาให้ภาคอุตสาหกรรมได้ด้วย ผมทำงานร่วมกับบริษัทหลายแห่งที่เป็นคนให้ทุนกับนักศึกษาปริญญาเอก ยกตัวอย่างเช่น Infineon บริษัทเซมิคอนดัคเตอร์ของเยอรมัน   หรือ QinetiQ บริษัทด้านการป้องกันภัยของอังกฤษ เป็นต้น พึงสังเกตว่าหลักสูตร PhD กับ EngD นั้นไม่เหมือนกันทีเดียว หลักสูตร PhD มีฐานอยู่ในมหาวิทยาลัย โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม แต่หลักสูตร EngD นั้นมีฐานอยู่ในบริษัท โดยได้รับการให้คำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัย  อย่างไรก็ตามทั้งคู่เป็นหนทางที่ทำให้ได้พานพบประสบการณ์ที่น่าสนใจและท้าทายมากของการได้อยู่ในทั้งโลกการศึกษาและโลกอุตสาหกรรม

บทความย้อนหลัง

โควิด-19 กับบทบาทของฟิสิกส์


Geant4-DNA simulation of radiation effects in DNA on strand breaks from ultra-low-energy particles


เทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง: เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและยั่งยืน


คอมพิวเตอร์ควอนตัม: นวัตกรรมสุดล้ำที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมทศวรรษหน้า


Transportation Revolution: The transition from fossil fuels to electricity for powering vehicles-advantages, issues, and other transportation options


S&T กับปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน


การใช้ S&T พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ: ตัวอย่างจากสิงคโปร์


มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?


การเป็นผู้นำตลาดของกระจกกอริลลา


เนเธอร์แลนด์กับเทคโนโลยีระดับโมเลกุลและนาโน


เบื้องหลังรางวัลจากการ R&D ผลึกเหลว


รถยนต์ไฟฟ้ากับระบบทำความเย็นแบบใหม่


เทคโนโลยีไมโครเวฟเพื่อชุมชนและ SME


ไมโครฟลูอิดิกส์...จากฟิสิกส์ของของไหลในท่อขนาดเล็กจิ๋วสู่นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค


รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของ IOP


บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมการให้แสงสว่าง


รางวัลการประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2015


การทำงานด้านฟิสิกส์ : ทำไมไม่เลือกทั้งคู่


นักฟิสิกส์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2012 (Price for Industrial Applications of Physics)


รางวัล การประยุกต์ด้านฟิสิกส์เพื่ออุตสาหกรรม ประจำปี 2010 (Price for Industrial Applications of Physics)


บทความทั้งหมด