การพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อชาวนาไทย 4.0

2 มกราคม 2562

 

1. บทนำ

 

        ชาวพื้นเมืองในดินแดนแถบอุษาคเนย์ปลูกข้าวเพื่อการบริโภคมาแล้วเนิ่นนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ต่ำกว่า 5,000 ปี เช่นจากหลักฐานที่ขุดพบจากแหล่งอารยธรรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี  ผืนแผ่นดินนี้จึงมีข้าวพื้นเมืองมากมายหลายพันสายพันธุ์ [1] และคนในดินแดนสุวรรณภูมินี้จึงมีทักษะสูงในการปลูกข้าว ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆของโลกตลอดมา

 

        แต่ชาวนาไทยยังคงเป็นกลุ่มอาชีพอันดับต้นๆ ที่มีหนี้สินมากที่สุด สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือชาวนาไทยปลูกข้าวเพื่อการบริโภค (table rice) เป็นหลัก  ซึ่งข้าวเพื่อการบริโภคเป็นสินค้าที่มีการแข่งขันสูง ประเทศคู่แข่งเช่นประเทศเวียดนามและประเทศอินเดียสามารถผลิตข้าวได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า เมื่อกดราคาข้าวให้ต่ำลงเพื่อจะสามารถแข่งขันได้ ก็ส่งผลให้ราคาการรับซื้อข้าวจากชาวนาในประเทศต่ำลงจนแทบไม่คุ้มทุน ชาวนาไทยจึงยากจนซ้ำซาก

 

        ในอนาคตจะต้องเพิ่มช่องทางธุรกิจให้แก่ชาวนาไทย นั่นคือต้องมีการปรับปรุงข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่นอกจากจะมีลักษณะทางเกษตรที่ดี ได้แก่ ต้นเตี้ยหรือต้นเตี้ยปานกลาง ไม่ไวต่อช่วงแสง ลำต้นสั้นแต่แข็ง ใบสีเขียวเข้มตั้งตรง แตกกอดี จำนวนรวงต่อกอมาก ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวอย่างกว้างขวาง และตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน แล้ว [2]  จะต้องมีเมล็ดดีเด่นหลากหลายในต้นเดียวกัน เช่น เป็นข้าวหอมคุณภาพ การหุงต้มดีเด่นใกล้เคียงกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น ข้าวสีก่ำ ข้าวสีแดง เป็นต้น เป็นข้าวที่เหมาะสำหรับการนำไปเป็นวัตถุดิบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีมูลค่าสูง เช่น น้ำมันรำข้าว เป็นต้น เป็นข้าวสำหรับตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและความงามอย่างข้าวไรซ์เบอรี่ หรือเพื่อเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย หรือเป็นข้าวที่เหมาะสำหรับการนำไปผลิตแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เส้น เช่น เส้นขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น หรือเป็นข้าวที่ให้ผลผลิตสูงมากที่เหมาะต่อการนำไปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็นต้น

 

       จากการวิจัยและพัฒนาหลายปี โดยการสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ คณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้โครงการวิจัย “ฟิสิกส์นวัตกรรมด้วยลำไอออนพลังงานต่ำสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวคุณภาพ” คณะนักวิจัยชาวไทยได้ค้นพบข้าวพันธุ์ใหม่หลายสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์ดังกล่าวข้างต้นได้แล้ว โดยใช้เทคนิคใหม่ที่คิดค้นพัฒนาขึ้นเองทั้งกระบวนการและเครื่องมือหลัก ต่อไปนี้คือสรุปความก้าวหน้าของโครงการวิจัยนี้

 

2. การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยเทคโนโลยีลำไอออนพลังงานต่ำ

 

        การปรับปรุงพันธุ์ข้าวแต่ดั้งเดิมใช้วิธีผสมข้ามต้นร่วมกับการคัดเลือกด้วยเครื่องหมายทางพันธุกรรม ซึ่งมีความเป็นไปได้ต่ำที่จะประสบผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เพราะวิธีดังกล่าวใช้เวลาในการศึกษาอย่างน้อยถึงรุ่นที่ 10 คือใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 10 ปี จึงจะได้ข้าวที่มีความคงที่ทางพันธุกรรม ต่อมาได้มีการนำรังสีมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าว  ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่ามากคือใช้เวลาเพียง 1 ใน 2 ของวิธีดั้งเดิม เพราะใช้เวลาในการศึกษาความคงที่ของการกลายพันธุ์เพียง 5 รุ่น นั่นคือใช้รังสีแกมมา (gamma ray) อาบเมล็ดข้าวเปลือกชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ เช่นเมื่อนำข้าวขาวดอกมะลิ 105 (Oryza sativa L. cv. KDML105)  ไปอาบรังสีแกมมาที่ความเข้ม 20 และ 15 กิโลแรด (krad) จะได้ข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 และข้าวเจ้าพันธุ์ กข15 ตามลำดับ ซึ่งมีปริมาณสารหอม 2-acetyl-1-pyrroline (2AP) ในเมล็ดใกล้เคียงกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 แต่ข้าวทั้งสองพันธุ์ยังคงลักษณะด้อยของพันธุ์ดั้งเดิม เช่น ให้ผลผลิตต่ำ ไวต่อช่วงแสง สามารถเพาะปลูกได้ปีละหนึ่งครั้งในฤดูนาปี ต้นสูงไม่เหมาะกับการเพาะปลูกแบบนาหว่าน ลำต้นเล็ก อ่อน หักล้มง่าย อ่อนแอมากต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นต้น [3] นอกจากนั้นการใช้รังสีแกมมาซึ่งเกิดจากสารกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 (Co-60) ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ด้านการใช้และการเก็บรักษาเพราะเป็นรังสีที่มีอันตราย อาคารเก็บรักษาและใช้งานต้องออกแบบพิเศษ หรือ Co-60 ที่มีความเข้มสูงมีราคาแพงและต้องซื้อจากต่างประเทศเท่านั้น อีกทั้งมีอายุใช้งานจำกัดเพราะมีค่าครึ่งชีวิตเพียง 5.3 ปี

 

        ในปี พ.ศ. 2545 คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยชียงใหม่ได้ริเริ่มนำลำไอออนพลังงานต่ำไม่เกิน 100 keV มาใช้ในการชักนำการกลายพันธุ์ในข้าวแทนการใช้รังสีแกมมา [4] และในปี พ.ศ. 2548 ทีมวิจัยฯ ได้ทำการแถลงข่าว ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อประกาศความสำเร็จในการประยุกต์ลำไอออนมวลหนักพลังงานต่ำในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้สำเร็จเป็นแห่งแรกของโลก (รูปที่ 1ก) จากนั้นนักวิจัยได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ได้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ก่ำพันธุ์กลาย BKOS6 [5,6]  ได้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์กลายต้นเตี้ย HyKOS1 และ PKOS1 และข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์กลายต้นสูง TKOS1 [7] ได้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์กลาย HyKOS3-1 ที่ต้านทานต่อโรคไหม้และมีแนวโน้มให้ผลผลิตสูง [8] ได้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ก่ำพันธุ์กลาย HyKOS21 ที่เมล็ดมีอายุการเก็บรักษายาวนาน [9] เป็นต้น และได้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์กลาย 5 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าหอม มช-สวก 09-1 (HyKOS3) ข้าวเจ้า มช-สวก 09-2 (HyKOS3-1) ข้าวเจ้าหอม มช-สวก 09-3 (HyKOS16) ข้าวเจ้าก่ำ มช-สวก 09-4 (HyKOS21) และข้าวเจ้า มช-สวก 09-5 (HyKOS22) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 ต่อกรมวิชาการเกษตร (รูปที่ 1ข) [10] การวิจัยและพัฒนาด้านข้าวได้ดำเนินการต่อมาอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดได้พัฒนากระบวนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีลำไอออนพลังงานต่ำจนถึงจุดสมบูรณ์ที่สามารถปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ได้ตามลักษณะที่ต้องการเกือบแทบทุกลักษณะ

 

 

รูปที่ 1 (ก) งานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงความสำเร็จในการประยุกต์ลำไอออนมวลหนักพลังงานต่ำในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้สำเร็จเป็นแห่งแรกของโลก ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2548  ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ (ข) ข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์กลาย 5 พันธุ์ ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 ต่อกรมวิชาการเกษตร

 

        สำหรับโครงการวิจัย“ฟิสิกส์นวัตกรรมด้วยลำไอออนพลังงานต่ำสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวคุณภาพ” นี้ คณะนักวิจัยได้เลือกข้าว กข6(Oryza sativa L. cv. RD6) และข้าวสังข์หยดพัทลุง (Oryza sativa L. cv. Sangyod Phatthalung) เป็นจุดตั้งต้น ซึ่งข้าวทั้งสองพันธุ์ได้รับความนิยมในการบริโภคสูงเพราะมีคุณภาพการหุงต้มดี ข้าว กข6 เป็นข้าวเหนียวหอมและข้าวสังข์หยดพัทลุงเป็นข้าวเจ้าที่มีข้าวกล้องสีแดงเพราะมีรงควัตถุแอนโทไซยานินสูง อย่างไรก็ตามข้าวทั้งสองพันธุ์เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง (ปลูกได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง) ต้นสูง ให้ผลผลิตต่ำ และข้าวสังข์หยดพัทลุงมีอายุการเก็บเกี่ยวนานมากกว่า 8 เดือน เมื่อเพาะปลูกในเดือนมิถุนายน [3]

 

        การปรับปรุงพันธุ์ด้วยเทคนิคใหม่นี้ สามารทำได้โดยนำข้าวเปลือกทั้งสองพันธุ์มาทำลายระยะพักตัวโดยอบที่อุณหภูมิ 49 องศาเซลเซียส นาน 5 วัน และกะเทาะเปลือกออกโดยข้าวกล้องต้องยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จากนั้นบรรจุข้าวเปลือกลงไปในเบ้าทองแดงที่สร้างขึ้นเองโดยหันส่วนของจมูกข้าวให้อยู่ด้านบน (รูปที่ 2ก) เพื่อให้สัมผัสกับลำไอออนโดยตรง แล้วนำเบ้าทองแดงที่บรรจุข้าวกล้องไปทำการระดมยิงด้วยลำไอออนไนโตรเจนในฤดูนาปรัง วันที่ 20 – 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 และ 2558 ด้วยเครื่องเร่งอนุภาคขนาดกะทัดรัดที่สร้างขึ้นเอง(รูปที่ 2ข)และทำการเพาะปลูกเมล็ดข้าวที่ผ่านการระดมยิงในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557 และ 2558 จากนั้นคัดเลือกข้าวกลายพันธุ์ที่ไม่ไวต่อช่วงแสงซึ่งออกรวงก่อนวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557 และ 2558 เพื่อศึกษาการคงที่ของการกลายพันธุ์และคัดเลือกต้นที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี [2] โดยใช้วิธีบันทึกประวัติในชั่วที่ 2 ถึง 5 และให้ชื่อข้าว กข6 และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายในปี 2557 คือ MRD6 และ MSY ตามลำดับ และในปีพ.ศ. 2558 คือ OSRD6 และ OSSY ตามลำดับ [11] รูปที่ 3 เป็นแผนภาพสรุปขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยเทคนิคนี้

 

 

รูปที่ 2 (ก) เบ้าทองแดงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ซม. สำหรับบรรจุข้าวกล้องข้าว กข6 และสังข์หยดพัทลุง และ (ข) เครื่องเร่งอนุภาคขนาดกะทัดรัด (compact ion implanter) ที่สร้างขึ้นเองสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ข้าว [12] ซึ่งสามารถติดตั้งอยู่ในอาคารปกติได้และไม่มีกัมมันตภาพรังสีตกค้าง

 

 

รูปที่ 3 แผนภาพสรุปขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยใช้เทคโนโลยีลำไอออนพลังงานต่ำโดยยกตัวอย่างจากการตั้งต้นด้วยข้าวสังข์หยดพัทลุง

 

3. ข้าว กข6 และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย 85 สายพันธุ์

 

        ในการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2557 ได้ข้าว กข6 พันธุ์กลาย (MRD6-1 ถึง MRD6-27) จำนวน 27 สายพันธุ์ และข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย (MSY-1-1 ถึง MSY-4) จำนวน 7 สายพันธุ์ และ ในปีต่อมาได้ข้าว กข6 พันธุ์กลาย (OSRD6-1 ถึง OSRD6-25) จำนวน 25 สายพันธุ์ และข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย (OSSY-1 ถึง OSSY-30) จำนวน 26 สายพันธุ์ รวมทั้งหมด 85 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง และมีลักษณะทางการเกษตรที่ดีที่มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูงดังที่ได้กล่าวแล้ว [11]

 

        เทคโนโลยีลำไอออนพลังงานต่ำให้อัตราการกลายพันธุ์สูงกว่ารังสีแกมมามาก เพราะค่า LET ของไอออนสูงกว่าของรังสีแกมมาจาก Co-60 ระหว่าง 300-6,000 เท่าและให้ลักษณะการกลายพันธุ์ที่ดีหลายลักษณะในต้นเดียวกัน โดยพบการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาทั้งในต้นข้าว เช่น ต้นเตี้ยลง ไม่ไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตสูงขึ้นเพราะมีจำนวนรวงต่อกอมากขึ้น เป็นต้น โดยข้าว กข6 และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายเกือบทุกสายพันธุ์ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ดั้งเดิม โดยให้ผลผลิตอยู่ในช่วง 544 - 1,424 และ 512 - 1,536 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ในขณะที่พันธุ์ดั้งเดิม กข6 และสังข์หยดพัทลุง ให้ผลผลิต 528 และ 688 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ (รูปที่ 4 และ 5)

 

 

รูปที่ 4 ตัวอย่างลักษณะต้นข้าวของข้าว กข6 พันธุ์กลายและ(ข) สังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย เปรียบเทียบกับพันธุ์ดั้งเดิม (wild type)

 

 

รูปที่ 5 ผลผลิต ความสูง และจำนวนรวงต่อกอ ของข้าว กข6 พันธุ์กลาย (MRD6 และ OSRD6) และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย (MSY และ OSSY) เปรียบเทียบกับพันธุ์ดั้งเดิม กข6 (RD6)และสังข์หยดพัทลุง (SYP) โดยเส้นประสีแดงเป็นเส้นเพื่อการเปรียบเทียบ มีค่าตรงกับลักษณะทั้งสามประการของข้าวพันธุ์ดั้งเดิมทั้งสอง

 

        นอกจากนี้เมล็ดข้าวพันธุ์กลายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาดและรูปร่างของข้าวเปลือกและข้าวกล้อง และสีของข้าวกล้อง เช่น ข้าว กข6 พันธุ์กลายบางสายพันธุ์เปลี่ยนไปเป็นข้าวก่ำ  ในขณะที่ข้าว กข6 พันธุ์ดั้งเดิมมีข้าวกล้องสีขาว และข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายบางสายพันธุ์เปลี่ยนไปเป็นข้าวขาวและข้าวก่ำ  ในขณะที่ข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์ดั้งเดิมมีข้าวกล้องสีแดง เป็นต้น (รูปที่ 6) หรือมีการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพเมล็ดทางเคมี ได้แก่ ปริมาณอมิโลส เช่น ข้าว กข6 พันธุ์กลายบางสายพันธุ์เปลี่ยนไปเป็นข้าวเจ้าพื้นอ่อน (ปริมาณอมิโลส 10 - 20 %)และข้าวเจ้าพื้นแข็ง (ปริมาณอมิโลส > 25 %) ในขณะที่ข้าว กข6 พันธุ์ดั้งเดิมเป็นข้าวเหนียว (ปริมาณอมิโลส < 10 %)และข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายบางสายพันธุ์เปลี่ยนไปเป็นข้าวเหนียวและข้าวเจ้าพื้นแข็ง  ในขณะที่ข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์ดั้งเดิมเป็นข้าวเจ้าพื้นอ่อน เป็นต้น คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดข้าวพันธุ์กลาย เช่น ปริมาณโปรตีน ไขมัน และเบต้าแคโรทีน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ดั้งเดิม (รูปที่ 7)และเมื่อวิเคราะห์ปริมาณสารหอม 2AP พบข้าว กข6 พันธุ์กลาย 11 สายพันธุ์ ที่ยังพบสารหอม 2AP อยู่ในช่วง 0.37 1.59 mg/kg น้อยกว่าพันธุ์ดั้งเดิม กข6 ซึ่งมีสารหอม 2AP 5.11 mg/kg นอกจากนี้พบข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย 7 สายพันธุ์ ที่มีสารหอม 2AP อยู่ในช่วง 0.57 1.89 mg/kg ในขณะที่พันธุ์ดั้งเดิมสังข์หยดพัทลุงตรวจไม่พบสารหอมนี้ (รูปที่ 8)

 

 

รูปที่ 6 ตัวอย่างลักษณะของข้าวเปลือกและข้าวกล้องของข้าว (ก) กข6 พันธุ์กลาย และ (ข)สังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย  เปรียบเทียบกับพันธุ์ดั้งเดิม (wild type)

 

 

รูปที่ 7 สีข้าวกล้อง และคุณภาพเมล็ดทางเคมีที่สำคัญในข้าวกล้อง ของข้าว กข6 พันธุ์กลาย (MRD6 และ OSRD6) และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย (MSY และ OSSY) เปรียบเทียบกับพันธุ์ดั้งเดิม กข6 (RD6) และสังข์หยดพัทลุง (SYP) การวิเคราะห์ต่างๆใช้บริการของห้องปฏิบัติการกลางกล่าวคือปริมาณอมิโลสวิเคราะห์ที่คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริมาณโปรตีนและไขมันวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการกลาง ศูนย์บริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริมาณคาโรตินอยด์วิเคราะห์ที่คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทั้งนี้เส้นประสีแดงเป็นเส้นเพื่อการเปรียบเทียบ มีค่าตรงกับคุณภาพทางเคมีทั้งสี่ด้านของข้าวพันธุ์ดั้งเดิมทั้งสอง


 

รูปที่ 8 ปริมาณ 2AP ในข้าวกล้องข้าว กข6 พันธุ์กลาย (MRD6) และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย (MSY) เปรียบเทียบกับพันธุ์ กข6 (RD6) โดยการวิเคราะห์ปริมาณ 2AP ใช้บริการของ Rice Chemistry Research Laboratory and Center of Excellence for Innovation in Chemistry (PERCH-CIC) ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เส้นประสีแดงเป็นเส้นเพื่อการเปรียบเทียบ มีค่าตรงกับปริมาณสารหอม 2AP ของข้าว กข6 พันธุ์ดั้งเดิม

 

4. การคัดเลือกและจัดกลุ่มข้าวพันธุ์กลายให้เหมาะสมสำหรับความต้องการของผู้บริโภคและการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมข้าวแต่ละประเภท

 

        จากผลการทดสอบข้าว กข6 และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย สามารถคัดเลือกและจัดกลุ่มข้าวพันธุ์กลายเบื้องต้นตามคุณภาพต้นข้าวและเมล็ดที่ดีที่มีแนวโน้มสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงจำนวน 7 กลุ่ม ดังนี้

 

        กลุ่มที่ 1 ข้าวเจ้าหอมสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย 6 สายพันธุ์(ตารางที่ 1) ซึ่งมีแนวโน้มเหมาะสำหรับการบริโภคและนำไปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแป้งข้าวเจ้าและผลิตภัณฑ์เส้น เช่น เส้นขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น เพราะมีค่าความหนืดสุดท้ายของข้าวสูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 1 และขาวกอเดียว 35  ซึ่งเป็นข้าวเจ้าอมิโลสสูงที่ไม่พบสารหอม 2AP ที่นิยมนำมาใช้ผลิตแป้งข้าวเจ้าและเส้นขนมจีน (รูปที่ 9)

 

ตารางที่ 1 ผลผลิต ปริมาณอมิโลส ปริมาณสารหอม 2AP และความหนืดสุดท้ายของข้าวเจ้าหอมสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแป้ง

 

 

 

รูปที่ 9 เส้นขนมจีนที่ผลิตจากข้าวเจ้าหอมอมิโลสสูงสังข์หยดพันธุ์กลายเปรียบเทียบกับข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 และขาวกอเดียว 35 โดยใช้ข้าวสาร 350 กรัม ทุกตัวอย่าง

 

        กลุ่มที่ 2ข้าวเหนียวหอม กข6 พันธุ์กลาย 3 สายพันธุ์ (ตารางที่ 2) ซึ่งมีแนวโน้มเหมาะสำหรับการบริโภคและทำขนมหวาน

 

ตารางที่2 ผลผลิต ปริมาณอมิโลส และปริมาณสารหอม 2AP ของข้าวเหนียวหอม กข6 พันธุ์กลาย เพื่อการบริโภค

 

 

        กลุ่มที่ 3ข้าวเจ้าสี กข6 และสังข์หยดพัทลุง พันธุ์กลาย 6 สายพันธุ์ (ตารางที่ 3) ซึ่งมีแนวโน้มเหมาะสมสำหรับการบริโภคเพื่อสุขภาพ และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ และเวชสำอาง

 

ตารางที่ 3 ผลผลิต ปริมาณอมิโลส และสีของข้าวกล้อง ของข้าวเจ้าสี กข6 และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย สำหรับการบริโภคเพื่อสุขภาพและเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและเวชสำอาง

 

 

        กลุ่มที่ 4ข้าวเหนียว กข6 ไขมันสูงพันธุ์กลาย 4 สายพันธุ์ (ตารางที่ 4) ซึ่งมีแนวโน้มเหมาะสำหรับนำรำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันรำข้าวและใช้ข้าวสารสำหรับการบริโภค

 

ตารางที่ 4 ผลผลิต และไขมัน ของข้าวเหนียว กข6 ไขมันสูงพันธุ์กลาย เพื่อการผลิตน้ำมันรำข้าว

 

 

        กลุ่มที่ 5ข้าวเจ้าสังข์หยดเบต้าแคโรทีนสูงพันธุ์กลาย 4 สายพันธุ์ ที่มีปริมาณเบต้าแคโรทีนมากกว่า 10 µg/g (ตารางที่ 5) สำหรับเป็นแหล่งอาหารหลักที่มีวิตามินเอในพื้นที่ที่มีประชากรขาดวิตามินเอ หรือได้รับวิตามินเอต่ำกว่า 4,000 หน่วยสากลต่อวัน

 

ตารางที่ 5 ผลผลิต และปริมาณเบต้าแคโรทีน ของข้าวเจ้าสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายเบต้าแคโรทีนสูง

 

 

 

        กลุ่มที่ 6ข้าวเหนียวกข6 และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายที่มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูง (มากกว่า 1,200 กก./ไร่) 9 สายพันธุ์(ตารางที่ 6) สำหรับการเพิ่มผลผลิตข้าวเหนียวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการส่งออกข้าวเหนียวไทยในตลาดโลก

 

ตารางที่ 6 ผลผลิต และปริมาณอมิโลส ของข้าวเหนียวกข6 และสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายที่มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของข้าวเหนียวไทย

 

 

        กลุ่มที่ 7 ข้าวเจ้าอมิโลสสูงสังข์หยดพันธุ์กลายที่มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูง (มากกว่า 1,200 กก./ไร่) 2 สายพันธุ์ (ตารางที่ 7) สำหรับการเพิ่มผลผลิตข้าวเจ้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการส่งออกข้าวเจ้าไทยในตลาดโลก เช่น ข้าวนึ่งหรือข้าวพาร์บอยล์ เป็นต้น และ ใช้เป็นอาหารสัตว์

 

ตารางที่ 7 ผลผลิต และปริมาณอมิโลส ของข้าวเจ้าอมิโลสสูงสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลายที่มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของข้าวเจ้าไทย และใช้เป็นอาหารสัตว์

 

 

        ข้าวพันธุ์กลายเหล่านี้มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูง (750-1,500 กิโลกรัมต่อไร่) และมีคุณภาพเมล็ดตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและการใช้ในอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงมีความคุ้มค่าต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรและการใช้งานของภาคอุตสาหกรรม จึงสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศเรื่องข้าวในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตชาวนาและช่วยเพิ่มโอกาสการแข่งขันสำหรับการส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวได้

 

5. การแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวนาไทยโดยข้าวพันธุ์กลายตามแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0: ราชบุรีโมเดล

 

        เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวนาไทยและแก้ไขปัญหาแรงงานในภาคการเกษตรที่ลดลง สภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีเล็งเห็นแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มชาวนาจังหวัดราชบุรีโดยทำการรวมกลุ่มกันภายในจังหวัดราชบุรีให้เป็นเกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดราชบุรีมีพื้นที่ปลูกข้าว ประมาณ 596,657 ไร่ เป็นข้าวนาปี 326,896 ไร่ และข้าวนาปรัง 267,203 ไร่ ผลผลิตประมาณ 425,717 ตันต่อปี มีครัวเรือนที่ประกอบอาชีพทำนาประมาณ 1,874 ครัวเรือน การรวมตัวกันของชาวนาสำคัญต่อการพัฒนาการเกษตร ซึ่งการรวมกลุ่มกันเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน เพราะการรวมตัวกันจะเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งในด้านการผลิตและการตลาด  นอกจากนี้ยังนำมาซึ่งความร่วมมือกันของหมู่คณะในการหนุนช่วยซึ่งกันและกัน การพัฒนาระบบการทำงานเป็นกลุ่ม การวางแผนการจัดการ เอื้อประโยชน์ต่อการหาแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนจากภายนอก

 

        ชาวนาจังหวัดราชบุรีประสบปัญหาการผลิตที่ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพราะพันธุ์ข้าวที่ปลูกให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ อีกทั้งยังประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญระบาด เพราะพันธุ์ข้าวไม่ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว เช่น โรคไหม้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว เป็นต้น ประกอบกับเกษตรกรได้เก็บเมล็ดข้าวในแปลงและนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในทุกปี ทำให้ไม่เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง อีกทั้งราคาขายข้าวต่ำลงเพราะมีข้าวปน กลายเป็นข้าวไม่ได้คุณภาพ นอกจากนี้พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรจังหวัดราชบุรีเพาะปลูกเป็นข้าวเพื่อการบริโภคทางเดียว การหาช่องทางการตลาดเพื่อระบายข้าวจึงจำกัดและไม่สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ นอกจากนั้น ปัจจุบัน จ. ราชบุรียังเป็นแหล่งเลี้ยงหมูใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีหมูอยู่เป็นจำนวนประมาณ 3 ล้านตัว ซึ่งอาหารหลักของหมูคือข้าว ดังนั้นในแต่ละวันฟาร์มหมูมีความต้องการข้าวเป็นปริมาณมาก เช่นฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีหมู 5 หมื่นตัว ต้องใช้ข้าววันละประมาณ 32 ตัน

 

        ดังนั้นสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีจึงหาทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพันธุ์ข้าวคุณภาพดีดังกล่าว โดยหลังจากสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีได้ติดตามและได้เดินทางมาศึกษาดูงานวิจัยของโครงการฯมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 4 ปี ดังแสดงในรูปที่ 10-12 จึงได้ขอความร่วมมือในการถ่ายทอดพันธุ์ข้าวพันธุ์กลายของโครงการฯสู่เกษตรกรจังหวัดราชบุรี เพื่อใช้เป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี ในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดราชบุรีทั้งในด้านการผลิตข้าวแบบครบวงจรและการทำการตลาด ลดการพึ่งพาจากภาครัฐ ซึ่งกลุ่มสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีสามารถเลือกสายพันธุ์ข้าวเพื่อนำไปใช้ให้เหมาะสมกับชาวนาในพื้นที่นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากโมเดลแรกนี้สำเร็จก็จะเป็นโมเดลต้นแบบในการพัฒนาไปสู่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพื้นที่อื่นๆ ซึ่งสามารถนำองค์ความรู้ต้นแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชาวนาในแต่ละพื้นที่ได้

 

 

รูปที่ 10 กิจกรรมโครงการอบรมและศึกษาดูงาน “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมภาคการเกษตร” ผู้ได้รับการอบรมประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับสูงของสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี นักวิจัยข้าว ผู้ประกอบการโรงสีข้าวจังหวัดราชบุรี และเกษตรกรจังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

 

 

รูปที่ 11 กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี “การคัดเลือกข้าวพันธุ์กลายที่ได้จากการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยลำไอออนพลังงานต่ำ” แก่สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี ผู้ประกอบการโรงสีข้าวจังหวัดราชบุรี และผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

 

 

รูปที่ 12 กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี “การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากข้าวพันธุ์กลายฯ”แก่สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี และกลุ่มผู้ประกอบการจังหวัดราชบุรี  เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

 

        ตัวแทนของกลุ่มสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวได้เดินทางมาที่แปลงทดลองข้าวพันธุ์กลายจังหวัดเชียงใหม่เพื่อทำการคัดเลือกข้าวพันธุ์กลายเพื่อนำไปทดสอบในพื้นที่ปลูกจังหวัดราชบุรีดังแสดงในรูปที่ 13  โดยข้าวพันธุ์กลายที่ถูกคัดเลือกในกลุ่มที่ 1 สำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ได้แก่ ข้าวสายพันธุ์ MSY-1-2, MSY-1-3 และ MSY-4 และข้าวพันธุ์กลายที่ถูกคัดเลือกในกลุ่มที่ 7 สำหรับเป็นอาหารสุกรและข้าวนึ่งได้แก่ ข้าวสายพันธุ์ OSSY-23 ดังแสดงในรูปที่ 14  สุดท้ายสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดทำข้อตกลง ในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เพื่อถ่ายทอดเมล็ดพันธุ์แก่เกษตรกรจังหวัดราชบุรีซึ่งมีเกษตรกรที่ต้องการใช้ข้าวพันธุ์กลายร่วมเป็นสักขีพยานร่วมหนึ่งพันชีวิต ดังแสดงในรูปที่ 15 ปัจจุบันข้าวพันธุ์กลายที่ถูกคัดเลือกทั้งหมดกำลังอยู่ในระหว่างการปลูกเพื่อขยายเมล็ดพันธุ์โดยวิสาหกิจชุมชนเกษตรห้วยไผ่เพื่อการผลิต ดังแสดงในรูปที่ 16 ภายใต้การดำเนินงานของสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีเพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรจังหวัดราชบุรีในการเพาะปลูก ปีพ.ศ. 2562

 

 

รูปที่ 13  ภาพที่ระลึกในวันที่คุณเมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี (ขวามือสุด) นำคณะตัวแทนสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว และกลุ่มผู้ประกอบการจังหวัดราชบุรี  มาคัดเลือกข้าวพันธุ์กลายที่เหมาะสมจะนำไปทดสอบที่จ. ราชบุรี ณ แปลงทดลองของโครงการฯ ที่อ. สันทราย จ. เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561

 

 

รูปที่ 14 (ก) ลักษณะของต้นข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย MSY-1-2 MSY-1-3 และ MSY-4 (ลูกศรสีแดง) เปรียบเทียบกับพันธุ์สังข์หยดพัทลุง (พันธุ์ดั้งเดิม, กระถางซ้ายสุด) และพันธุ์ปทุมธานี 1 (กระถางขวาสุด) และ (ข) ลักษณะของต้นข้าวสังข์หยดพัทลุงพันธุ์กลาย OSSY-23 (กระถางขวา) เปรียบเทียบกับพันธุ์ปทุมธานี 1 (กระถางซ้าย) จากการเพาะปลูกในฤดูนาปรัง 2561 ซึ่งพบว่าข้าวพันธุ์กลายมีแนวโน้มให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์ปทุมธานี 1 เพราะมีการแตกกอและจำนวนรวงต่อกอมากกว่าพันธุ์ปทุมธานี 1

 

 

รูปที่ 15 พิธีลงนามทำข้อตกลงการถ่ายทอดเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์กลาย MSY-1-2, MSY-1-3,  MSY-4 และ OSSY-23 แก่เกษตรกรจังหวัดราชบุรี ระหว่างรองศาสตราจารย์ ดร. สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ฝ่ายวิจัยกับคุณสุทิน ชฎาดำ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ คุณอาณัติ วิเศษรจนาผู้ตรวจการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขต 4-5 และเกษตรกรจังหวัดราชบุรีกว่าหนึ่งพันคนร่วมเป็นสักขีพยาน ที่โรงยิมเนเซียม อ. เมือง จ. ราชบุรี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

 

 

รูปที่ 16 แปลงขยายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์กลายที่ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี  (ก) ในระยะต้นกล้า (ข) คุณไชยวิทย์ บัวงาม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรห้วยไผ่ถ่ายกับต้นข้าวระยะแตกกอ และ (ค) นักวิจัย ดร. จิรณัทฐ์ เตชะรัง และ ดร. บุญรักษ์ พันธ์ไชยศรี ให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างเมล็ดพันธุ์แก่ คุณไชยวิทย์ บัวงาม

 

บรรณานุกรม

 

[1] พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไทย, สำนักคุ้มครองพันธุ์พืชแห่งชาติ, ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี, สถาบันวิจัยข้าว, กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พ.ศ. 2543, จาก http://www.doa.go.th/pvp/images/stories/top03_doc_vichakarn/Rice2.pdf

[2] Jennings, P.P. (1964). Plant type as a rice breeding objective. Crop Sci., 4, 13-15.

[3] กรมการข้าว. (2561). องค์ความรู้เรื่องข้าว: พันธุ์ข้าว.สืบค้น 23 มิถุนายน 2561, จาก http://www.ricethailand. go.th/rkb/varieties/index.php.htm.

[4] เหลียงเติ้ง ยูและ สมบูรณ์ อนันตลาโภชัย, “เทคโนโลยีลำไอออนเพื่องานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ”, บทที่ 4 ในหนังสือ “เครื่องเร่งอนุภาค: การกำเนิดและการใช้งานเชิงฟิสิกส์และประยุกต์เพื่อสังคมไทย”, บรรณาธิการ: ศ. เกียรติคุณ ดร. ถิรพัฒน์ วิลัยทอง, ISBN: 978-616-395-261-5, พ.ศ. 2558, หน้า 88-115.

[5] Phanchaisri, B., Chandet, R., Yu, L.D., Vilaithong, T., Jamjod, S., & Anuntalabhochai, S. (2007). Low-energy ion beam-induced mutation in Thai jasmine rice (Oryza sativa L. cv. KDML 105). Surf. Coat. Technol. 201: 8024-8028.

[6] Semsang, N., Chundet, R., & Phanchisri, B. (2013). Development of a SCAR marker for discrimination of a thai jasmine rice (Oryza sativa L. cv. KDML105) mutant, BKOS6, and associated with purple color trait in Thai jasmine rice-related varieties. AJPs: 1774-1783.

[7] Phanchaisri, B., Samsang, N., Yu, L.D., Singkarat, S., & Anuntalabhochaib, S. (2012). Expression of OsSPY and 14-3-3 genes involved in plant height variations of ion-beam-induced KDML 105 rice mutants. Mutation Res. 734: 56-61.

[8] Mahadtanapuk, S., Teraarusiri, W., Phanchaisri, B., Yu, L.D., & Anuntalabhochai, S. (2013). Breeding for blast-disease and high-yield Thai jasmine rice (Oryza sativa L.cv. KDML 105) mutants using low-energy ion beams. NIMB. 307: 229-234.

[9] Semsang, N., Techarang, J., Yu, L.D., & Phanchaisri, B. (2018). Low-energy N-ion beam biotechnology application in induction of Thai jasmine rice mutant with promoted seed storability. NIMB. 425: 32-37.

[10] สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร. (2561). รายการพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน. สืบค้น 17 ตุลาคม 2561, จาก http://www.doa.go.th/pvp/index.php?option=com_content&view=article&id=200:2518&catid=41:2012-12-07-10-14-15.

[11] Techarang, J., Yu, L.D., Tippawan, U., & Phanchaisri, B. Ion beam genetic-technology for modification of rice phenotypes. Surf. Coat. Technol. (Article in press. Available online March 6, 2018).

[12] Singkarat, S., Wijaikhum, A., Suwannakachorn, D., Tippawan, U., Intarasiri, S., Bootkul, D., Phanchaisri, B., Techarung, J., Rhodes, M. W., Suwankosum, R., Rattanarin, S., & Yu, L. D. (2015). A simple ion implanter for material modifications in agriculture and gemmology. NIMB. Part A: 414-418.

[13] K. Datta, M. Rai,V. Parkhi, N. Oliva, J. Tan and S. K. Datta, “Improved ‘golden’ indica rice and post-transgeneration enhancement of metabolic target products of carotenoids (β-carotene) in transgenic elite cultivars (IR64 and BR29)”, Curr. Sci. 91(2006)935–939.

 

รายงานโดย

 

ดร. จิรณัทฐ์ เตชะรัง 1) ดร. บุญรักษ์ พันธ์ไชยศรี 2) และ รองศาสตราจารย์ ดร.เหลียงเติ้ง ยู 3)

1) นักวิจัยหลังปริญญาเอก ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ อีเมล์ : jiranattecharang@gmail.com

2) นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีเมล์ : phanchaisri@gmail.com

3) นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ Email: yuld@thep-center.org