เศรษฐฟิสิกส์ของการเคลื่อนย้ายแรงงาน

16 พฤษภาคม 2562

 

     

 

รูปที่ 1 ความคับคั่งอย่างมากตามสถานีขนส่งของกรุงเทพมหานครในช่วงก่อนวันสงกรานต์  (วันปีใหม่ไทยช่วงกลางเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวและเพื่อนฝูงได้กลับมาพบหน้ากัน)  ซึ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงจำนวนคนชนบทที่ต้องจากท้องไร่ท้องนามาหางานทำในเมืองใหญ่ (ที่มารูป : https://www.108news.net/news/63096 และ http://www.chaoprayanews.com/2011/11/04/บขส-มั่นใจย้ายรถจากหมอชิต/ )

 

        จากความเจริญก้าวหน้าของชุมชนเมือง ก่อให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของประชากรจากเขตพื้นที่ชนบทที่เน้นเศรษฐกิจเชิงเกษตรกรรมเข้ามาในเขตเมืองที่เน้นเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา  (พิจารณารูปที่ 1 และ 2) จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าจำนวนประชากรในเมืองใหญ่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2561 สหประชาชาติระบุว่า 55% ของประชากรทั้งโลกอาศัยอยู่ในมหานครต่าง ๆ และตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นร้อยละ 68 ภายใน 30 ปีข้างหน้า [1] อนึ่ง ในเขตเมืองเมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความหนาแน่นของประชากรมากๆ มักจะพบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ อันได้แก่ ปัญหาการจราจร ปัญหาแหล่งชุมชนแออัด ปัญหาการว่างงานและความยากจน ปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะของผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้อาจจะส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในเมืองขาดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนสวัสดิภาพส่วนบุคคลด้วย  นอกจากนั้น การแออัดในเขตเมืองยังก่อให้เกิดปัญหาเชิงสุขภาพที่เป็นผลจากกิจกรรมภายในเมือง ไม่ว่าจะเป็นอากาศเสีย  เสียงรบกวน และน้ำเสีย เป็นต้น สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเหล่านี้มีผลต่อภาวะสุขอนามัยของประชากรเป็นอย่างมาก และอาจจะส่งผลต่อเนื่องทำให้คุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานของประชากรในเมืองลดลง ดังนั้น เพื่อป้องกันหรือบรรเทาปัญหาดังกล่าวภาครัฐควรจะมีสารสนเทศการเคลื่อนย้ายของแรงงานระหว่างเขตชนบทและเมือง รวมทั้งมีแบบจำลองที่สอดรับการเคลื่อนย้ายดังกล่าวเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการกำหนดนโยบายการจัดการในเชิงสาธารณะประโยชน์ที่เพียงพอและสอดคล้องกับจำนวนประชากรในแต่ละเขต

 

 

 

รูปที่ 2 คนชนบทจากภาคเกษตรกรรมเข้ามาขายแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม (ที่มารูป: https://www.prachachat.net/local-economy/news-106393 และ http://www.acnews.net/detailcsr.php?news_id=N255603373)

 

        ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้เริ่มศึกษาบริบทการปรับเปลี่ยนของสังคมไทย (ซึ่งในอดีตเป็นสังคมที่เน้นเกษตรกรรม) ไปสู่สังคมที่อาศัยเทคโนโลยีเพื่อการผลิตจำนวนมาก ในการศึกษาได้พิจารณาการเคลื่อนย้ายของแรงงานจากภาคการเกษตรในเขตชนบทไปสู่ภาคอุตสาหกรรมในเขตชุมชนเมือง  โดยอาศัยทฤษฎีการอพยพของค็อป-ดักลาส (Cobb–Douglas migration theory) [2] ทำให้พบว่าผลต่างของรายได้ในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเมื่อทำบรรทัดฐานกับรายได้ในภาคอุตสาหกรรม (wd/wm) จะขึ้นกับอัตราว่างงาน u ในเขตเมืองและจำนวนแรงงานในภาคการเกษตร Na ในลักษณะ [3] เมื่อ Nm คือ จำนวนตำแหน่งงานในภาคอุตสาหกรรม  Na คือ จำนวนแรงงานทั้งหมดในภาคการเกษตร และเป็นค่าคงที่รวมที่ขึ้นกับสัมประสิทธิ์กำลังผลิตในภาคการเกษตรสัมประสิทธิ์ราคาผลผลิตสินค้าเกษตร(เฉลี่ยทั่วไป)และสัมประสิทธิ์กำลังผลิตในภาคอุตสาหกรรมทั้งนี้ ผลต่างเงินเดือนนี้เป็นมูลเหตุจูงใจหนึ่งที่สำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่แหล่งที่ให้รายได้มากกว่า  อย่างไรก็ตาม สังคมไทยนับแต่อดีตเป็นสังคมที่พ่อ แม่ ลูก และพี่น้องอาศัยอยู่ร่วมกันในครัวเรือน แม้ในปัจจุบันจะมีการปรับเปลี่ยนเข้าสู่สังคมเมืองแต่โดยการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2553 ยังพบว่าจำนวนสมาชิกเฉลี่ยในครัวเรือนอยู่ที่ 3.8 คน [4] ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในสังคมไทยนั้นผู้คนยังคงอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว  นอกจากนั้น โดยทั่วไปแล้วสมาชิกของครอบครัวเดียวกันหรือเครือญาติเดียวกัน มีแนวโน้มที่จะทำงานอยู่ในภาคการผลิตเดียวกัน ดังนั้น โดยการรวมผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและแรงจูงใจจากผลต่างเงินเดือน จะสามารถสร้างฟังก์ชันอรรถประโยชน์ (utility function) ในรูปแบบโดยพจน์แรกทางขวาของสมการเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ ส่วนพจน์ที่สองมาจากแรงจูงใจในแง่ของผลต่างรายได้ระหว่างเขตเมืองและเขตชนบท นอกจากนี้ J คือ ค่าคงที่ระดับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และสปิน si = ±1 คือ สถานะของแรงงานในเขตพื้นที่ชนบท (เน้นเศรษฐกิจเชิงการเกษตร) (-1) หรือเขตพื้นที่เมือง (เน้นเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม) (+1) และสื่อถึงแรงขับเคลื่อนเชิงการย้ายถิ่นฐานที่เป็นผลมาจากผลต่างของรายได้ระหว่างภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม  ขณะที่ตัวแปร k จะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของแต่ละแรงงานว่าผลต่างของรายได้มีความสำคัญต่อตนเองมากน้อยเช่นไร จะสังเกตุได้ว่าแบบจำลองที่ประมวลผลภายใต้ฟังก์ชันอรรถประโยชน์นี้แรงงานจะเคลื่อนย้ายไปถิ่นฐานที่ทำให้ฟังก์ชันอรรถประโยชน์โดยเฉลี่ยมีค่าต่ำสุด นอกจากนั้น แบบจำลองนี้ยังสามารถเทียบได้กับแบบจำลองแม่เหล็กเฟร์โรไอซิง (ferromagnetic Ising model) ในทางกลศาสตร์เชิงสถิติ ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการประยุกต์องค์ความรู้ทางเศรษฐฟิสิกส์เข้ากับบริบทจริงในสังคม ทั้งนี้ ประชากรในเขตเมืองอาจจะกำหนดค่าเริ่มต้นเป็นร้อยละ 20 ของประชากรแรงงานทั้งหมด ซึ่งเป็นค่าปกติเริ่มต้นสำหรับการเปลี่ยนถ่ายไปยังสังคมอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา [5]

 

 

รูปที่ 3 อัตราส่วนแรงงานในภาคการเกษตรเทียบกับแรงงานทั้งหมด ma เป็นฟังก์ชันกับสัมประสิทธิ์รวมราคาพืชผลและอัตราการผลิต [3]

 

        จากผลการศึกษาสามารถสรุปได้โดยคร่าวดังรูปที่ 3 [3]  ซึ่งแสดงจำนวนแรงงานในภาคการเกษตร(ทำบรรทัดฐานกับจำนวนแรงงานรวมทั้งภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม) ma เป็นฟังก์ชันกับสัมประสิทธิ์รวมราคาผลผลิตสินค้าเกษตรและอัตราการผลิตในแต่ละภาคการผลิต ซึ่งจะพบว่าเมื่อแรงงานรู้สึกว่าผลต่างรายได้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ (มีค่าน้อยๆ เช่น สภาวะที่แรงงานมีความสุขกับสภาวะที่เป็นอยู่) แรงงานส่วนใหญ่จะกระจายตัวในภาคการเกษตรตามพื้นฐานของสังคมไทยที่เป็นสังคมการเกษตร อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงงานเริ่มตระหนักในเรื่องผลต่างรายได้ (มีค่าสูงขึ้น) จะพบว่าเมื่อดัชนีราคาสินค้าเกษตรมีค่าต่ำ (มีค่าน้อยซึ่งจะส่งให้ผลให้รายได้ภาคการเกษตรมีค่าน้อยไปด้วย) แรงงานส่วนใหญ่จะย้ายถิ่นฐานไปกระจายตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรม(เขตเมือง) แต่เมื่อราคาสินค้าเกษตรมีค่าเพิ่มขึ้นจะเริ่มเกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานย้อนกลับมาสู่ภาคการเกษตร(เขตชนบท) ทำให้ได้กราฟการกระจายตัวในลักษณะการเปลี่ยนเฟสถิ่นฐานพำนัก และจุดเปลี่ยนเฟสนั้นขึ้นอยู่กับความตระหนักถึงปัจจัยผลต่างรายได้ () ไม่เช่นนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนเฟสเกิดขึ้น  ผลที่ได้จากรูปที่ 3 นี้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอาจจะสามารถนำไปช่วยในการวางนโยบายที่สำคัญในทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าเกษตร(ที่เทียบกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเฉลี่ยทั่วไป) กับการกระจายตัวของแรงงานในภาคการผลิตทางการเกษตรและทางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามผลที่แสดงเป็นเพียงผลขั้นต้นจากการพิจารณาภาคการเกษตรที่มีเพียง 1 ฟาร์มและภาคอุตสาหกรรมที่มีเพียง 1 โรงงานเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรสามารถมีได้จำนวนมาก และแต่ละฟาร์มหรือโรงงานอาจมีการให้อัตราเงินเดือนที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนั้นอาจจะต้องมีการปรับสัมประสิทธิ์ของราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในหน่วยที่สามารถเปรียบเทียบกับค่าครองชีพจริงได้โดยสะดวก รวมถึงอาจจะต้องรวมการแทรกแซงจากภาครัฐเช่นการจำนำหรือการประกันราคาสินค้าเกษตรเข้าไปด้วย ประเด็นดังกล่าวจะเป็นแผนงานขั้นต่อไปของศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์

 

เอกสารอ้างอิง

 

  1. United Nation, 2018, “68% of the world population projected to live in urban areas by 2050” , Website: https://www.un.org/development/desa/en/news/population/2018-revision-of-world-urbanization-prospects.html, Retrieved on 29 April 2019.
  2. C.W. Cobb and P.H. Douglass, 1928, “A Theory of Production”,  American Economic Review 18, 139-165.
  3. A.P. Jaroenjittichai and Y. Laosiritaworn, “Benefits driven migration between agricultural and manufacturing sectors: Econophysics modelling via Monte Carlo simulation on Ising spin model”, Journal of Physics: Conference Series 1144, 012182.
  4. National Statistical Office Thailand, 2010, “The 2010 Population and Housing Census”, Website: http://popcensus.nso.go.th/upload/census-report-6-4-54-en.pdf, Retrieved on 29 April 2019.
  5. J. J. Silveira, A. L. Espindola and T. J. Penna, 2006, “An Agent Based Model to Rural-Urban Migration Analysis”, Physica A: Statistical Mechanics and Its Applications 364, 445-456.

 

รายงานโดย

 

รองศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ  เหล่าศิริถาวร

ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ. เชียงใหม่-50200

E-mail: yongyut.laosiri@cmu.ac.th