รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปีพ.ศ. 2559

10 ตุลาคม 2559

 

 

รูปที่ 1 สามนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปีพ.ศ. 2559 (ซ้าย) David Thouless (กลาง) Duncan Haldane และ (ขวา) Michael  Kosterlitz  (ที่มา :https://www.sciencenews.org/editors-picks/nobels-2016)

 

              ผลการตัดสินรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปีพ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม เวลา 10:45 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิชที่ได้มอบให้กับนักฟิสิกส์ 3 ท่านคือ David Thouless, Duncan Haldane และ Michael  Kosterlitz สำหรับความสำเร็จในการทำความเข้าใจสมบัติเชิงฟิสิกส์อันพิลึกพิลั่นโดยใช้คณิตศาสตร์ทอพอโลยี (Topology) นั้น อาจสร้างความฉงนสนเท่ห์ว่างานวิจัยฟอร์มยักษ์ที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายยกให้เป็นหลักไมล์ความสำเร็จของมนุษย์ชาติ อย่างเช่น การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง ที่เพิ่งทำให้ Ronald Drever, Kip Thorne และ Rainer Weiss ได้รับรางวัล Gruber Cosmology Prize กับ Kavli Prize ประจำปีพ.ศ. 2559 ไปเมื่อไม่นานมานี้ ไฉนจึงไม่เข้าวิน ซึ่งแม้แต่ Haldane ยังเปรยผ่านโทรศัพท์เมื่อได้รับการแจ้งผลการตัดสินว่า “I was, as everyone else is, very surprised,” คนในวงการอาจให้ความเห็นว่าสาขาฟิสิกส์อนุภาคเพิ่งรับรางวัลโนเบลไปหมาดๆ จากการตรวจวัดที่แสดงให้เห็นว่าอนุภาคนิวตริโนมีมวล หรือการค้นพบอนุภาคฮิกส์สองปีก่อนหน้า   ปีนี้ก็น่าจะถึงคิวของฟิสิกส์ของสารควบแน่น (Condensed Matter Physics)  บ้างก็ว่าคลื่นความโน้มถ่วงที่มีการแถลงข่าวการค้นพบเมื่อตอนต้นปีนี้ควรต้องผ่านการทดสอบของเวลาไปสักพักเพื่อปักหมุดเรื่องความถูกต้องและการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ตามปณิธานของผู้ก่อตั้งมูลนิธิโนเบล หรืออาจเป็นไปได้ว่าแค่เพียง "ส่งรายชื่อไม่ทัน" เพราะรายชื่อที่จะได้รับการเสนอต้องถึงมือคณะกรรมการรางวัลโนเบล ก่อนวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559 แต่ผลการทดลองพบคลื่นความโน้มถ่วงได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์

 

              อย่างไรก็ตามการค้นพบเฟสและการเปลี่ยนเฟสเชิงทอพอโลยีโดยสามนักฟิสิกส์เชื้อชาติอังกฤษที่ล้วนทำงานอยู่ในสหรัฐอเมริกา จะมีความสำคัญต่อมนุษยชาติถึงขั้นที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกอย่างนั้นเลยหรือไม่ และอย่างไร  ในบทความนี้เราจะได้มาพูดคุยกันเพื่อตอบบางคำถามเหล่านี้

 

              เรื่องราวแห่งเกียรติภูมิทั้งหมดเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2516  เมื่อ Thouless และ Kosterlitz เริ่มพัฒนาและใช้คณิตศาสตร์ทอพอโลยีเพื่อศึกษาการเปลี่ยนเฟสของฟิล์มเย็นฮีเลียมเหลว (cold film of liquid helium) อันส่งผลถึงสมบัติเชิงฟิสิกส์ที่เปลี่ยนไปในสองมิติ อย่างเช่น เมื่อฮีเลียมเข้าสู่เฟสของไหลยิ่งยวด การไหลแบบหมุนจะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไปได้ตลอดกาล  ซึ่งต่อมา Haldane ได้ใช้โครงสร้างคณิตศาสตร์เดียวกันนี้อธิบายสมบัติของโซ่แม่เหล็กขนาดเล็กในหนึ่งมิติซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจก่อนหน้านั้น  กล่าวโดยสังเขปแล้ว ทอพอโลยีคือการศึกษาคุณสมบัติทางรูปแบบโครงสร้างที่ไม่แปรเปลี่ยนภายใต้การดึง บิด บีบ หรือทำให้เสียรูป โดยไม่อนุญาตให้มีการตัด ต่อหรือเจาะซึ่งหมายความว่าโดนัทกับถ้วยกาแฟ จะมีความสมมูลกันในเชิงทอพอโลยี นั่นคือ จำนวนรูจะไม่เปลี่ยนแปลงภายใต้กระบวนการที่อนุญาตดังกล่าว ถ้าโดนัทที่เคยมีหนึ่งรูกลับกลายเป็นสองรู เราจะมองว่ามันได้ผ่านกระบวนการเปลี่ยนเฟสทอพอโลยี  อย่างไรก็ตามกุญแจสำคัญนั้นอยู่ตรงที่ว่า สมบัติเชิงฟิสิกส์ที่แตกต่างกันและกระบวนการเชิงคัดเลือกทั้งหลายนั้นล้วนแล้วแต่มีข้อบังคับและกฎทางฟิสิกส์รองรับ หลักเกณฑ์การอนุรักษ์และกฎการคัดเลือกแต่ละข้อจะสอดคล้องต้องกันกับการแปลงรูปความสมมาตรบนลากรางเจียนแบบต่อเนื่องแต่ละแบบและระหว่างกลุ่มสมมาตรโดยเฟสของสสารจะสัมพันธ์แบบเจาะจงกับสมมาตรประเภทที่ถูกทำลาย เช่นเฟสแม่เหล็กเฟอร์โรกับสมมาตรเวลาย้อนหลัง (time-reversal symmetry) หรือ เฟสสภาพนำไฟฟ้ายิ่งยวดกับสมมาตรเกจ (gauge symmetry) เป็นต้น ความไม่รู้ของนักฟิสิกส์ในยุคก่อนศตวรรษที่ 70 เกี่ยวกับผลกระทบของคณิตศาสตร์ทอพอโลยีที่มีโครงสร้างพื้นฐานบนสมมาตรเชิงสมบัติของวัตถุอันแตกต่างจากวิธีการเชิงเรขาคณิต จึงเป็นการมองข้ามหน้าต่างใหญ่บานใหม่ที่จะได้ใช้เป็นช่องทางมองลึกเข้าไปในธรรมชาติอันมักจะสำแดงปรากฏการณ์เหนือสามัญสำนึก ผลการทดลองบนสารควบแน่นจากห้องวิจัยที่ล้ำสมัยต่าง ๆ ในยุคนั้นจึงดูแล้วเข้าใจไม่ได้บนพื้นฐานของข้อบังคับและกฎทางฟิสิกส์ที่ไม่ครบถ้วน  แต่ในที่สุดแล้วคณิตศาสตร์ทอพอโลยีก็ได้ช่วยให้การศึกษาและการคาดคะเนสมบัติที่แปรเปลี่ยนไปของวัสดุทำได้ง่ายขึ้น  จึงอาจเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า “the hunt is now on for new and exotic phases of matter” ที่คณะกรรมการรางวัลโนเบลใช้กล่าวในระหว่างการประกาศผลการตัดสินรางวัล

 

              ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 40 ปีการพัฒนาเชิงทฤษฎีทอพอโลยีที่ผนวกแนบแน่นเข้ากับความเข้าใจเชิงฟิสิกส์ ได้ให้ความกระจ่างกับปรากฏการณ์ที่ถือว่าแปลกประหลาดซึ่งมีธรรมชาติเชิงทอพอโลยี อย่างเช่น การเปลี่ยนเฟสแม่เหล็กอย่างฉับพลันของฟิล์มบางแม่เหล็กเมื่อความหนาของชั้นอะตอมเพิ่มขึ้นเพียงชั้นเดียว หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพนำไฟฟ้าทีละขั้นที่เป็นจำนวนเต็มตามระดับความบางของฟิล์มตัวนำไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงสมบัติของสสารแบบขั้นบันไดเหล่านี้สัมพันธ์กับการดึง บิดและบีบ ในปริภูมิทอพอโลยีด้วยกันทั้งสิ้น เฟสทอพอโลยียังมิได้ถูกจำกัดไว้แต่เพียงระบบที่จำนวนมิติลดลงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมพฤติกรรมของสสารในสามมิติด้วย อย่างเช่นการไหลโดยปราศจากความหนืดอย่างสิ้นเชิงของของไหลยิ่งยวดเมื่ออุณหภูมิต่ำมากพอ และการเปลี่ยนเฟสเชิงควอนตัมของวัสดุตัวนำยิ่งยวดที่ทำให้มีความต้านทานทางไฟฟ้าเป็นศูนย์ นอกจากนี้ตัวทฤษฎียังได้ทำนายและช่วยให้ความกระจ่างกับสมบัติพิสดารของวัสดุในเฟสใหม่ๆ มากมาย ซึ่งไม่ได้จำแนกความแตกต่างด้วยความร้อนจำเพาะ ความดัน และอุณหภูมิ อย่างในการจัดกลุ่มสถานะของสสารเชิงแบบฉบับ

 

 

 

รูปที่ 2 แผ่นกราฟีนถูกทำขึ้นได้เป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2547 โดยนักฟิสิกส์ 2 ท่านของ University of Manchester ในสหราชอาณาจักร คือ ศาสตราจารย์ Andre Geim กับศาสตราจารย์ Kostya  Novoselov ซึ่งทำให้ทั้งสองท่านได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปีพ.ศ. 2553 (ที่มา:http://factor-tech.com/connected-world/22629-graphene-based-electronics-cooling-system-almost-ready-for-production-trials/)

 

 

 

รูปที่ 3 การผนวกอะตอมของฟลูออรีน (เม็ดสีเหลือง) เข้ากับแผ่นบางชั้นเดียวของกลุ่มอะตอมดีบุก (tin : เม็ดสีเทา) หรือแผ่นสตานีน(stanene) จะทำให้ให้ตรงขอบทั้งสองด้านสามารถนำกระแสไฟฟ้า (ลูกศรสีแดงและน้ำเงิน)ได้ดีมากแม้มีอุณหภูมิสูงระดับ 100 องศาเซลเซียส  เมื่อปีที่แล้วมีนักฟิสิกส์ 2 กลุ่มในประเทศอินเดียกับประเทศจีนอ้างว่าสามารถสังเคราะห์สตานีนได้สำเร็จแล้ว คำว่า stanene ผสมขึ้นจากคำว่า stannum ที่เป็นชื่อของดีบุกในภาษาละติน กับคำเสริมท้าย (suffix) “ene” เลียนแบบคำว่า “graphene” ซึ่งมีที่มาจากคำว่า graphite (ที่มา:https://www6.slac.stanford.edu/news/2013-11-21-tin-super-material-stanene.aspx)

 

 

              กระทั่ง ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ทอพอโลยีเป็นกระแสหลักในวงการวิจัยฟิสิกส์ของสารควบแน่นที่ชี้นำการทดลอง และชักพาเราเข้ามาสู่ยุคของการแปรเปลี่ยนวัสดุให้มีสมบัติใหม่ๆอันอาจจะแสดงสมบัติที่ยิ่งแปลกประหลาดเหนือความคาดหมายไปกว่าเดิมอีก ความตื่นตัวภายหลังการทดลองพบปรากฏการณ์ฮอลล์ควอนตัม (quantum Hall effect) ซึ่งเป็นหนึ่งในเฟสทอพอโลยีในปีพ.ศ. 2523 โดย Klaus von Klitzing (ทำให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีพ.ศ. 2528) เป็นจุดเริ่มต้นของสาขาวิจัยเพื่อการค้นพบเฟสอื่นๆของสสารควอนตัม ขอบเขตวิจัยได้ขยายออกครอบคลุมถึง ตัวนำยิ่งยวด (superconductors)  ของเหลวสปินควอนตัม (quantum spin liquids) สสารกึ่งโลหะทอพอโลยี (topological semimetals) และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉนวนทอพอโลยี (topological insulators) หรือ ระบบฮอลล์สปินควอนตัม (quantum spin Hall systems) อันเป็นวัสดุที่นำไฟฟ้าได้เฉพาะบริเวณผิวบาง ซึ่งได้รับการทำนายเชิงทฤษฎีไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 และต่อมาได้รับการค้นพบในหลากหลายรูปแบบทั้งในสองและสามมิติ ฉนวนทอพอโลยีนี้ได้รับการกล่าวขานถึงศักยภาพในเชิงการประยุกต์ที่สำคัญมากมาย ตัวอย่างเช่น การใช้สตานีน (stanene) ซึ่งก็คือแผ่นบางหนาหนึ่งอะตอมของดีบุกที่มีสภาพนำไฟฟ้าสมบูรณ์บนสถานะขอบผิว(edge states) แทนที่ทองแดงในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะขจัดปัญหาเรื่องความร้อนและทำให้ขนาดวงจรเล็กลงได้อีกมาก  ฉนวนชนิดใหม่นี้อาจใช้งานร่วมกับวัสดุตัวนำยิ่งยวดในการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีการผ่อนปรนต่อข้อผิดพลาดของการคำนวณที่สูง (fault tolerant quantum computer) ในระดับใช้งานได้จริง กระบวนการคำนวณแบบคู่ขนานบนสถานะควอนตัมอันเป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์ควอนตัมนี้จะรวดเร็วกว่าซุบเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันหลายเท่าตัว และยังเป็นวิธีเดียวในการจำลองระบบเสมือนของเทคโนโลยีควอนตัม อย่างเช่น นาโนอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนลงมือผลิตจริง

 

              ผลกระทบของฉนวนทอพอโลยียังรวมไปถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ด้วยสปินทรอนิกส์(spintronics) ซึ่งใช้ฉนวนทอพอโลยีในรูปของกราฟีน (graphene เป็นแผ่นบางหนาเพียงหนึ่งอะตอมของคาร์บอน)และเนื่องจากคณิตศาสตร์ทอพอโลยีนั้นโดยพื้นฐานแล้วมีความแตกต่างจากวิธีการเชิงเรขาคณิตซึ่งอาศัยมิติของระยะทาง ทฤษฎีทอพอโลยีในฟิสิกส์จึงได้รับการคาดหมายอีกว่าจะสามารถช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับต้นกำเนิดของข้อมูลควอนตัม (quantum information) และสถานะพัวพันเชิงควอนตัม (quantum entanglement) ซึ่งมีสมบัติความไม่จำเพาะกับสถานที่ (non-locality)  เฟสทอพอโลยีของสสารที่มีรูปลักษณ์อันแต่เดิมดูแสนจะธรรมดาดังกล่าวมาแล้วนี้อาจต้องรอการค้นพบไปอีกหลายสิบปีหากไม่มีการบุกเบิกเชิงทฤษฎีจากนักฟิสิกส์ทั้งสามท่านดังกล่าวและแม้ฉนวนทอพอโลยีจะยังไม่สามารถสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบโดยตรงกับสังคมได้ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าคณะกรรมการรางวัลโนเบลจะตื่นเต้นเอามากๆกับศักยภาพที่คุ้มค่ากับการวาดภาพฝัน

 

              รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้มีมูลค่า 8 ล้านสวีดิชโครนา(ประมาณ 32.32 ล้านบาท) โดยจะมอบให้ Thouless ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งที่เหลือแบ่งให้ Haldane กับ Kosterlitz เท่าๆกัน

 

 

ประวัติโดยสังเขปของนักฟิสิกส์ทฤษฎีทั้งสาม

 

 

 

(ที่มา : http://www.buscabiografias.com/biografia/verDetalle/10222/David%20J.%20Thouless)

 

 

              David James Thouless เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2477 ที่เมือง Bearden ในสก๊อตแลนด์ ประเทศสหราชอาณาจักร เรียนจบปริญญาเอกทางด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพ.ศ.2501 โดยมี Hans Bethe นักฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีพ.ศ. 2510 เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ระหว่างปีพ.ศ.2508 – 2521 ไปเป็นนักศึกษาหลังปริญญาเอกอยู่ที่ University of California ณ เมือง Berkeley และทำให้ได้ร่วมงานกับ Kosterlitz  ต่อมาในปีพ.ศ. 2533 ได้ย้ายไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่ University of Washington ที่เมือง Seattle เมื่อปีพ.ศ. 2523 จนเกษียณอายุในปีพ.ศ. 2546 ปัจจุบันศาสตราจารย์ Thouless กับภรรยาย้ายกลับไปอาศัยอยู่ที่ประเทศสหราชอาณาจักร  ในช่วงของการประกาศรางวัลท่านมีปัญหาด้านสุขภาพ จึงไม่ได้ปรากฏตัวเหมือนผู้ร่วมรับรางวัลอีกสองท่าน แต่ลูกชายคือ ดร. Michael Thouless ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ University of Michigan ได้เป็นตัวแทนให้สัมภาษณ์ว่า คุณพ่อซาบซึ้งและรู้สึกเป็นเกียรติมากเมื่อทราบว่าได้รับรางวัล

 

              ศาสตราจารย์ Thouless เคยได้รับรางวัลสำคัญๆของวงการฟิสิกส์มาแล้วหลายรางวัลเช่น Maxwell Medal (พ.ศ. 2516) Wolf Prize for Physics (พ.ศ. 2533) Paul Dirac Medal (พ.ศ. 2536) และ Lars Onsager Prize (พ.ศ. 2543) เป็นต้น เพื่อนร่วมงานที่รู้จักศาสตราจารย์ Thouless มาหลายสิบปีอย่างเช่นศาสตราจารย์ John Rehr กล่าวชื่นชมศาสตราจารย์ Thouless ว่า “He is a brilliant Physicist. When you ask him a physics question, he would not just answer at a pedestrian level. He would think about it for a minute or two and give you a really deep response.”

 

 

 

(ที่มา : https://www.princeton.edu/main/news/archive/S47/55/75S63/?section=topstories)

 

 

              Frederick Duncan Michael Haldane เกิดเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2494 ที่กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เรียนจบปริญญาเอกทางด้านฟิสิกส์ของสารควบแน่นจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เมื่อปีพ.ศ.2521 โดยมี Philip Anderson นักฟิสิกส์ทฤษฎีด้านฟิสิกส์ของสารควบแน่นที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีพ.ศ. 2520 เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ในปีพ.ศ. 2524 ได้ย้ายไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างปีพ.ศ. 2529 – 2535 รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่ University of California ณ เมือง San Diego และต่อมาได้ย้ายไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา จนถึงปัจจุบัน  ในภาพข้างบนเป็นการเข้าชั้นเรียนชั่วโมงแรกของศาสตราจารย์ Haldane หลังการประกาศรางวัลโนเบล  ท่านมีคิวสอนวิชา Electromagnetism : Principles and Problem Solving  สำหรับนักศึกษาบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันทุกเช้าวันอังคาร  เมื่อท่านเดินเข้าห้องบรรยายในเช้าวันนั้น นักศึกษาพร้อมใจกันแสดงความยินดีด้วยเสียงปรบมือและเสียงเชียร์สนั่น

 

              ศาสตราจารย์ Haldane เคยได้รับรางวัลสำคัญๆของวงการฟิสิกส์มาแล้วหลายรางวัลเช่น Oliver E. Buckley Prize (พ.ศ. 2536) และ Dirac Medal (พ.ศ. 2555) เป็นต้น

 

 

(ที่มา : http://www.deseretnews.com/article/765689824/Weird-science-3-win-Nobel-for-unusual-states-of-matter.html?pg=all)

 

 

              John Michael Kosterlitz เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2485 ที่เมือง Aberdeen ในสก๊อตแลนด์ ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นลูกชายของ Hans Kosterlitz นักชีวเคมีผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นชาวยิว-เยอรมันที่อพยพครอบครัวมาอยู่ที่สก๊อตแลนด์หลังพรรคนาซีขึ้นครองประเทศเยอรมนี  ท่านเรียนจบปริญญาเอกทางด้านฟิสิกส์ของอนุภาคพลังงานสูงจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด เมื่อปีพ.ศ.2512 ในปีพ.ศ. 2514 ได้ไปทำงานที่ University of Birmingham อยู่ช่วงหนึ่ง และในช่วงเวลานี้เองที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับศาสตราจารย์ Thouless  ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2525 ได้ย้ายไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่ Brown University ในมลรัฐ Rhode Island ประเทศสหรัฐอเมริกา ตราบจนถึงปัจจุบันนี้

 

              ดร. Dina Obeid ได้กล่าวชื่นชมอดีตอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเธอไว้อย่างน่าสนใจว่า “Mike and physics are inseparable, and he is continuously thinking about physics problems. What is striking about Mike is his extreme intelligence and extreme modesty, two qualities that can be very hard to find in one person. And he is the best mentor a graduate student can ever have. When I was a graduate student, he came to my office every day posing a different physics problem for me to answer. In my research, he played devil's advocate and challenged every statement I made - I knew that if I could convince Mike, I could convince anyone.” 

 

              ศาสตราจารย์ Kosterlitz เคยได้รับรางวัลสำคัญๆของวงการฟิสิกส์มาแล้วหลายรางวัลเช่น Maxwell Medal (พ.ศ. 2524) และ Lars Onsager Prize (พ.ศ. 2543)

 

 

              ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สมศร สิงขรัตน์ ที่กรุณาให้คำแนะนำ ตรวจสอบและแก้ไขบทความ

 

 

รายงานข่าวโดย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรานนท์ อนุกูล

ห้องวิจัยทัศนศาสตร์เชิงอะตอมควอนตัม ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ. เชียงใหม่ 50200

E-mail: waranont@qaocmu.org

 

และสามารถรับชมคลิป อธิบายสรุปคร่าว ๆ ว่า Topological Phase Transition คืออะไรสำหรับผู้ที่สนใจได้จากคลิปนี้ครับ  

 


ขอขอบพระคุณ คุณสุกฤต สุจริตกุล ที่อนุญาตให้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ได้นำคลิปนี้มาเผยแพร่